หลักการสร้างแบบสอบถามและการหาคุณภาพ

แบบสอบถาม ถือเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายแทบจะทุกวงการ เมื่อมีการเก็บรวบรวมข้อมูลสิ่งแรกที่ทุกคนจะคิดถึง และคุ้นเคย คือการใช้แบบสอบถามไปถามข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ

“แบบสอบถาม ใช้เมื่อต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง

แม้ว่าหลักการเลือกใช้แบบสอบถาม คือเราจะเลือกใช้เมื่อต้องการเก็บรวบรวมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้หมายความว่าเครื่องมืออื่น ๆ ไม่ต้องการข้อเท็จจริงหรอกนะ หลักการคือ หากเราต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง คำคอบที่ตอบไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมายทุกคนจะเข้าใจตรงกัน เช่น ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ เพศ อายุ อาชีพ ซึ่งเมื่อได้คำตอบแล้วผู้ศึกษาไม่ต้องการคำอธิบายเชิงลึกว่าทำไมจึงได้คำตอบเช่นนั้นมา (ซึ่งเชื่อแน่ๆว่าเวลาเราได้คำตอบมาว่า เพศชาย รึเพศหญิง เราคงไม่ถามต่อว่าทำไม??)

Slide27

จากประเด็นนี้เองแบบสอบถามจึงเป็นที่นิยมที่จะเลือกใช้ในการศึกษาหรือการสำรวจหาคำตอบในภาพกว้าง เพื่อการบรรยายสภาพ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยการเลือกใช้คำถามเป็นสิ่งกระตุ้นให้ได้คำตอบหรือข้อมูลที่ต้องการ แล้วนำข้อคำถามเหล่านี้มารวมกันเป็นชุด ๆ เพื่อรวบรวมคำตอบหรือข้อมูลที่ได้มาอธิบายปรากฏการณ์ที่กำลังศึกษา

สำหรับหลักการในการสร้างแบบสอบถามจะเริ่มต้นเหมือน ๆ กับการสร้างเครื่องมือทุกชนิดนั่นคือ เริ่มต้นจากการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของโครงการ/งานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ การวิเคราะห์วัตถุประสงค์สิ่งที่ควรพิจารณาควรเริ่มต้นในการตอบคำถามให้ได้ว่า

  1. ประชากรในโครงการ/งานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่นี้คือใคร อยู่ที่ไหน และมีการกระจายตัวอย่างไร และเราจะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรกลุ่มนี้ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้มาจากการตอบคำถามเหล่านี้จะเป็นที่มาของการเลือกกลุ่มตัวอย่างว่าจะใช้วิธีได้มาซึ่งตัวอย่างได้อย่างไร ขนาดเท่าไหร่
  2. ลักษณะที่ศึกษา คือการพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ต้องการรู้อะไร เช่น หากวัตถุประสงค์ต้องการทำการศึกษาถึงปรากฏการณ์หรือศึกษาสภาพ สถิติที่ให้จะเป็นสถิติเชิงบรรยาย กลุ่มสถิติจำพวก ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น หากวัตถุประสงค์ต้องการให้เปรียบเทียบ สถิติที่ใช้จะเป็นสถิติเชิงเปรียบเทียบ คำตอบที่ได้มาคือต้องตอบได้มาอะไรมากกว่าอะไร หรือสถิติจำพวกสถิติทดสอบที (t-test) สถิติทดสอบความแปรปรวน (ANOVA) เป็นต้น ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่า ลักษณะที่ทำการศึกษาจะเป็นที่มาของสถิติที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
  3. ตัวแปรที่ทำการศึกษา เมื่อได้สถิติจากการพิจารณาลักษณะที่ศึกษาจะทำให้เรารู้ว่าวัตถุประสงค์เหล่านี้ต้องการศึกษาตัวแปรใด เช่นวัตถุประสงค์ต้องการเปรียบเทียบความพึงพอใจที่มีต่องานนิทรรศการระหว่างชายและหญิง แสดงให้เห็นว่าตัวแปรที่ต้องการศึกษา คือตัวแปรความพึงพอใจกับเพศนั่นเอง

Slide25

จากการวิเคราะห์วัตถุประสงค์จะทำให้เราสามารถกำหนดข้อคำถาม ระดับการวัดของตัวแปรที่เหมาะสมกับสถิติที่ต้องการช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และตั้งข้อคำถามที่เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างที่เราจะไปเก็บรวบรวมข้อมูล กล่าวคือ หากเราต้องการเก็บข้อมูลกับเด็กชั้นประถมศึกษา หรือกับคนทำงานในออฟฟิศ ข้อคำถามที่เลือกใช้ในการถามเด็กต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนมากจนเกินไป ในขณะที่คนทำงานออฟฟิศอาจสามารถใช้ข้อคำถามหรือภาษาที่ยากขึ้น เป็นต้น

Slide28

Slide29

“โดยทั่วไปแล้วแบบสอบถามเหมาะสำหรับใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความรู้สึก ความคิดเห็น ทัศนคติ และความสนใจ” สามารถแบ่งรูปแบบของแบบสอบถามได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ แบบสอบถามปลายปิด และแบบสอบถามปลายเปิด

แบบสอบถามปลายปิด แบบสอบถามที่มีคำถามปลายปิด เป็นแบบสอบถามที่ให้ผู้ตอบเลือกตอบตามตัวเลือกที่กำหนดให้ไว้แล้วเพียง 1 คำตอบ หรือหลายคำตอบ ลักษณะของแบบสอบถามที่มีคำถามปลายปิด ที่มีตัวเลือกให้ผู้ตอบเลือกคำตอบที่กำหนดมากเรียบร้อยแล้ว แบ่งลักษณะของข้อคำถามได้ 4 แบบดังต่อไปนี้

  1. ข้อคำถามที่ให้เลือกตอบเพียงคำตอบเดียว
  2. ข้อคำถามที่ผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้หลายคำตอบ
  3. การให้ผู้ตอบประมาณค่าของคำตอบแล้วตอบเพียงคำตอบเดียว
  4. การให้เรียงอันดับตามการประมาณค่า

Slide33

แบบสอบถามปลายเปิด เป็นแบบสอบถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบตอบได้อย่างอิสระโดยไม่มีการจำกัดคำตอบไว้เป็นตัวเลือกเหมือนคำถามปลายปิด โดยทั่วไปแล้วแบบสอบถามปลายเปิดจะแบ่งเป็นสองลักษณะคือ

  1. แบบเขียนตอบแบบสั้น แบบสอบถามที่เป็นการตั้งคำถามให้ผู้ตอบตอบแบบสั้น ๆ หรือลักษณะของคำตอบเป็นคำตอบสั้น ๆ ไม่จำเป้นต้องอธิบายทุกคนสามารถเข้าใจความหมายในคำตอบนั้น ๆ ตรงกัน
  2. แบบเขียนตอบแบบยาว แบบสอบถามเช่นนี้จะเป็นข้อคำถามที่ต้องการคำตอบจากการอธิบายรายละเอียด หรือแสดงความคิดเห็นถึงสิ่งต่าง ๆ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกมาใช้อธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

หลักในการสร้างแบบสอบถาม

  1. วิเคราะห์จุดมุ่งหมายและความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ของโครงการกับตัวแปรที่จะทำการศึกษา
  2. การสร้างข้อคำถามในแบบสอบถามต้องสร้างข้อคำถามที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่ หรือสิ่งที่กำลังต้องการหาคำตอบ
  3. การสร้างข้อคำถามไม่ควรถามนอกประเด็น เพราะจะทำให้ข้อคำถามยืดเยื้อ หรือมีจำนวนคำถามมากจนเกินไป ดังนั้นคำถามที่เราจะนำมาถาม เราต้องแน่ใจว่าเราจะเอามาใช้ประโยชน์จากคำตอบนั้นจริง ๆ (งานนี้อย่าโลภ หรือคิดว่าถามๆ มาก่อนค่อยว่ากันว่าจะเอามาทำอะไร)

    “จงจำไว้เสมอว่าถามเฉพาะที่จำเป็น ถามมาต้องเอามาใช้ ถามขาดไม่ได้ ถามเกินมาก็เสียเปล่า”

  4. แบบสอบถามที่เหมาะสม ไม่ควรมีคำถามที่มากเกินไป (ควรมีข้อคำถามประมาณ 25-60 ข้อ) เพราะหากมีมากเกินไปจะทำให้ผู้ตอบเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากตอบ
  5. สิ่งที่ควรจะต้องทำเวลาที่เราจะทำการสร้างแบบสอบถามเราควรที่ต้องวางโครงสร้างของประเด็นคำถามก่อน โดยประเด็นต่าง ๆ ต้องครอบคลุมเรื่งที่เรากำลังศึกษา
  6. การสร้างข้อคำถามควรมีเารเรียงลำดับเหตุการณ์ให้มีความสัมพันธ์กันในแต่ละข้อ ข้อคำถามไม่ควรกระโดดไป กระโดดมา เพราะจะทำให้ผู้ตอบสับสน
  7. ข้อคำถามความใช้คำที่สั้น กระทัดรัด ได้ใจความ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ชัดเจน ไม่กำกวม ข้อความที่มีคำเชื่อมจำพวก ‘ต่อ แต่ และ หรือ’ หรือคำเชื่อมประโยคต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะทำให้ข้อคำถามมีความกำกวม
  8. ไม่ควรใช้คำถามนำ ที่จะนำไปสู่คำตอบที่ผู้ถามต้องการ
  9. ไม่ควรถามเรื่องที่เป็นความลับ หรือสิ่งอ่อนไหว ซับซ้อน เพราะจะทำให้ผู้ตอบไม่ตอบความจริง
  10. ควรคำนึงถึงคุณลักษณะของผู้ตอบ เพื่อการตั้งคำถามที่เหมาะสม เช่น ระดับการศึกษา สังคม วัฒนธรรม เป็นต้น
  11. การสร้างคำถามควรมีเพียงประเด็นเดียวในหนึ่งคำถาม เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
  12. หากเป็นคำถามปลายปิด ความมีตัวเลือกที่ครอบคลุมคำตอบทั้งหมด หรือครอบคลุมส่วนใหญ่ของผู้ตอบ
  13. ควรคำนึงถึงวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลไว้ด้วย

Slide55

เมื่อสร้างแบบสอบถามเสร็จเรียบร้อยแล้วสิ่งสำคัญต่อมาคือการหาคุณภาพเครื่องมือ หรือการหาคุณภาพของแบบสอบถาม หากอธิบายในมุมมองของนักวิชาการการหาคุณภาพเครื่องมือจะมีอยู่ 7 อย่างด้วยกัน ดังนี้

  1. Reliability เครื่องมือที่ดีควรเป็นเครื่องมือที่มีความเที่ยง กล่าวคือ แบบสอบถามที่ดี เมื่อเอาไปใช้แล้วต้องได้คำตอบเดิม คำตอบไม่สะเป่ะสะป่ะ
  2. Validity เครื่องมือที่ดีควรเป็นเครื่องมือที่มีความตรง กล่าวคือ แบบสอบถามที่ดีต้องถามตรงกับสิ่งที่ต้องการวัด หรือวัดในสิ่งที่ตรงกับเป้าประสงค์
  3. Objectivity เครื่องมือที่ดีควรเป็นเครื่องมือที่มีความเป็นปรนัย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ไม่ว่าใครจะนำไปใช้จะมีความเข้าใจที่ตรงกัน นั่นคือไม่สามารถตีความเป็นหลายแง่
  4. Discriminately เครื่องมือที่ดีต้องมีอำนาจจำแนก ซึ่งเครื่องมือวัดที่ดีต้องสามารถจัดจำแนกกลุ่มผู้ตอบออกจากกันได้ เช่น แยกเด็กเก่ง เด็กอ่อนออกจากกันได้
  5. Difficulty เครื่องมือที่ดีต้องมีระดับความยากง่าย เช่น ความยากง่ายของระดับคำถามต้องมีความยากง่ายที่เหมาะสมกับผู้ตอบ
  6. Non-Reactivity เครื่องมือที่ดีไม่ควรมีปฏิกิริยาต่อผู้ให้ข้อมูล หรือต้องไม่อิทธิผลต่อผู้ตอบ
  7. Efficiency เครื่องมือที่ดีต้องมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า คุ้มทุน คุ้มเวลา

หากมองในมุมมองของนักวิชาการ การที่เครื่องมือทุกชนิดที่สร้างขึ้นแล้วมีการหาคุณภาพของเครื่องมือได้ครอบคลุมจะเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องมือที่นำมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มีคุณภาพ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่มีคุณภาพตามมาด้วย

แต่โดยทั่วไปอาจไม่สามารถที่จะหาคุณภาพได้ครอบคลุมทุก ๆ อย่างข้างต้น ดังนั้นอย่างน้อย ๆ เราความมีการหาคุณภาพเครื่องมืออย่างน้อย 2 อย่าง (กำหนดไว้เป็นขั้นต่ำ) ซึ่งส่วนมากจะเป็นการหาค่า Reliability และ Validity เพราะมีวิธีการหาคุณภาพที่ไม่ถือว่ายากเย็นนัก

การหา Validity สามารถทำได้โดยการนำแบบสอบถาม หรือเครื่องมือที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งในด้านเนื้อหาของเรื่องที่ทำและหากจะให้ดีควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผลวิจัยร่วมอยู่ด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจะทำหน้าที่ในการพิจารณาความสอดคล้อง ครอบคลุมของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยปกติจะใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนเป็นเลขคี่ เพื่อหาฉันทามติ เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยถือว่าผ่าน ซึ่งโดยมากคำตอบที่ได้กลับมาจะเป็นประเภทเห็นด้วย แต่มีข้อเสนอแนะให้ปรับแก้ข้อคำถามในบางประเด็นให้มีความชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งจะเป็นครอบคลุมความเป็นปรนัยได้ด้วยในตัว)

การหาค่า Reliability สามารถทำได้ด้วยการนำแบบสอบถามที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญแล้วไปทดลองเก็บข้อมูลกับกลุ่มที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่าง หากเป็นนักสถิติจะทำการเก็บรวบรวมหรือทดลองเก็บในจำนวนที่เพียงพอสำหรับการวิเคราะห์หาค่าในเชิงสถิติ แต่หากไม่ชำนาญอาจทำได้ด้วยการทดลองเก็บเพื่อตรวจสอบดูว่าผู้ตอบเข้าใจข้อคำถามตรงกับผู้วิจัยหรือผู้ศึกษาหรือไม่ ซึ่งถ้ามีความเข้าใจตรงกันคำตอบที่ได้จะมีคงเส้นคงวาเสมอ

เพียงเท่านี้เราก็ได้แบบสอบถามที่ผ่านการหาคุณภาพเครื่องมือและเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการเก้บรวบรวมข้อมูลได้อย่างมีคุณภาพแล้ว แต่ถ้าจะให้ดี ในกรณีที่มีผู้ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลหลายคน ควรเพิ่มขั้นตอนในการอธิบายถึงเป้าหมาย และรายละเอียดต่าง ๆ ของแบบสอบถม และควรให้ทดลองเก็บข้อมูลก่อนลงเก็บจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และป้องกันการเกิดความผิดผลาดจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากคนหลายคนด้วย

Slide56

Slide57

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s