เทคนิคในการรวบรวมข้อมูลสำหรับโครงการ ตอนที่ 2

เทคนิคในการรวบรวมข้อมูลสำหรับโครงการ
ตอนที่ 2 : คำศัพท์ที่ต้องทำความเข้าใจ

ปัญหาหลัก ๆ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับโครงการที่พบส่วนใหญ่ คือ ผู้ดำเนินโครงการไม่มีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอในการเทคนิค ระเบียบวิธี ตลอดจนไม่มีความเข้าใจในตัวชี้วัดของโครงการ  ซึ่งแม้แต่ตัวชี้วัด หรือข้อมูลที่เก็บ หรือที่ต้องเก็บนั้นจะต้องเก็บเป็นเชิงคุณภาพ หรือเชิงปริมาณหลาย ๆ คนยังสับสนกันอยู่ด้วยซ้ำ

ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการ หรือเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ดำเนินโครงการควรที่จะต้องทำความเข้าใจในตัวคำศัพท์ที่มักจะใช้กันบอ่ย ๆ ขณะทำการดำเนินโครงการด้วย โดยคำศัพท์ต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

การแยกแยะความแตกต่างของความหมายของคำว่า วิจัย กำกับติดตาม และประเมินผล

Slide07

การวิจัย (Research) คือ กระบวนการ หรือ ขั้นตอนในการศึกษา “ความรู้ความจริง” ของสิ่งที่เป็นหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ระเบียบแบบแผนและสามารถพิสูจน์ได้

การกำกับ ติดตาม (Monitoring) คือ กระบวนการ หรือ ขั้นตอนใน “การวัดหรือการตรวจสอบ” ในสิ่งที่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ โดยผลของการวัดนั้นต้องชัดเจน สามารถพิสูจน์ผล และที่มาของสิ่งที่วัดนั้น ๆ ได้

การประเมิน (Evaluation) คือ กระบวนการในการ “ตัดสินคุณค่า” ของเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ หรือสิ่งที่ผ่านการวัดและตรวจสอบมาแล้ว โดยใช้เกณฑ์ในการประเมินผลที่เป็นธรรม เหมาะสม

ข้อมูลกับตัวชี้วัดมีความแตกต่างกันอย่างไร

ข้อมูล หมายถึง สิ่งที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะ หรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ทำการศึกษา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ

Slide09

ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะ ที่สามารถใช้ในการอธิบายความ การจัดแบ่งกลุ่มหรือประเภท สถานภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ระบุถึงคุณสมบัติของสิ่งที่ศึกษา โดยจะไม่สามารถระบุถึงความมากน้อยของสิ่ง ๆ นั้น ซึ่งจะต่างกับข้อมูลเชิงปริมาณที่สามารถระบุถึงปริมาณ ความมากหรือน้อยของสิ่งที่ทำการศึกษาได้

ตัวชี้วัด หมายถึง ข้อมูลที่ระบุถึงคุณลักษณะ หรือบ่งบอกให้รู้หรือทราบถึงสิ่งที่ต้องการศึกษาหรือต้องการอธิบายภายใต้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ถูกกำหนดไว้  โดยตัวชี้วัดสามารถกำหนดขึ้นตามระดับของข้อมูลที่ต้องการซึ่งความละเอียดในการวัด หรือความระเอียดในการอธิบายในแต่ละระดับจะขึ้นอยู่กับระดับการวัดของตัวชี้วัดนั้น ๆ เช่น ตัวชี้วัดในระดับองค์กร จะเป็นการอธิบายถึงผลการดำเนินงานในภาพรวมขององค์กร โดยหน่วยวัดความสำเร็จจะดูที่ผลสำเร็จตามแผนยุทธศาสตร์ขององค์กร ดังนั้นตัวชี้วัดในระดับขององค์กรจะไม่ลงลึกในระดับของกิจกรรมย่อย ๆ ที่อยู่ในโครงการ เป็นต้น

Slide08

ระดับการวัดของข้อมูล เป็นการจัดเรียงลำดับของตัวแปร โดยสามารถแบ่งระดับในการวัดได้เป็น 4 ระดับ (รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมได้จาก มาตราการวัดทางสถิติ) ได้แก่

  1. มาตรานามบัญญัติ (Nominal Scale) ลักษณะเด่นของมาตรานี้คือ เป็นตัวแปรที่ถูกจัดเป็นกลุ่มๆ โดยที่ตัวแปรนี้ไม่สามารถจัดลำดับก่อนหลัง หรือบอกระยะห่างได้ เช่น เพศ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือเพศชาย และเพศหญิง
  2. มาตราจัดลำดับ (Ordinal Scale) ลักษณะของมาตรานี้ จะมีลักษณะคล้ายกับมาตรานามบัญญัติ คือสามารถจัดเป็นกลุ่มๆ ได้ และไม่สามารถบอกระยะห่างระหว่างกลุ่มได้เช่นเดียวกับมาตรานามบัญญัติ แต่มาตราจัดลำดับสามารถจัดลำดับก่อนหลังของตัวแปรได้ เช่น วุฒิการศึกษา อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ ต่ำกว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี และสามารถจัดลำดับก่อนหลังได้ว่าผู้ที่จะเรียนในระดับปริญญาตรีได้ต้องผ่านการศึกษาในระดับมัธยมมาก่อน หรือผลการประกวดนางงามที่ผลออกมาเป็น อันดับ 1, 2, 3, … ฯลฯ
  3. มาตราอันตรภาคชั้น (Interval Scale) คุณลักษณะของมาตรานี้สามารถแบ่งตัวแปรออกเป็นกลุ่มๆ ได้ จัดลำดับก่อนหลังของตัวแปรได้ อีกทั้งมีระยะห่างของช่วงการวัดที่เท่ากัน และที่สำคัญที่สุดของมาตรานี้คือ มาตรานี้เป็นมาตรการวัดที่ไม่มีศูนย์แท้ (Absolute Zero) นั่นหมายความว่า ศูนย์ของมาตรานี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มี แต่เป็นศูนย์ที่เกิดจากการสมมติขึ้น เช่น ผลคะแนนสอบวิชาสถิติของนาย ก พบว่าได้คะแนนเท่ากับ 0 (ศูนย์) นั่นไม่ได้หมายความว่านาย ก ไม่มีความรู้ในเรื่องสถิติ เพียงแต่การสอบในครั้งนั้นวัดได้ไม่ตรงกับสิ่งที่นาย ก รู้
  4. มาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) มาตรานี้ เป็นมาตราที่มีลักษณะเหมือนกับมาตราอัตราส่วนทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างกันในมาตรานี้คือ มาตรนี้เป็นมาตราที่มี ศูนย์แท้ (Absolute Zero) นั่นหมายความว่า ผลที่ได้จากการวัดในมาตรานี้หากเท่ากับศูนย์แสดงว่าไม่มีอย่างแท้จริง เช่น ตัวแปรน้ำหนัก หรือส่วนสูง 0 (ศูนย์) ของตัวแปรทั้งสองตัวนี้หมายถึงไม่มีน้ำหนักและไม่มีความสูงเลย

Slide10

จากข้อมูลการวัดทั้งหมด เรายังสามารถจัดแบ่งหมวดหมู่ของมาตรการวัดได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) และข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) ข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data) สำหรับข้อมูลในกลุ่มนี้คือข้อมูลที่อยู่ในมาตราการวัดอันตรภาคชั้น (Interval Scale) และมาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) ซึ่งก็คือข้อมูลเชิงปริมาณนั่นเอง ส่วนข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) หรือข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นข้อมูลที่อยู่ในกลุ่มมาตรานามบัญญัติ (Nominal Scale) และมาตราจัดลำดับ (Ordinal Scale) ดังภาพ

ประชากร กลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร หมายถึง ขอบเขตของสิ่งที่ต้องการทำการศึกษาทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายแม้ความหมายจะมีความเหมือนกับคำว่าประชากร แต่กลุ่มเป้าหมายจะมีความเฉพาะเจาะจงลงไปมากกว่าประชากร โดยมุ่งเน้นในกลุ่มที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษภายใต้กรอบหรือขอบเขตของความสามารถที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งส่วนใหญ่คำว่า “กลุ่มเป้าหมาย” จะถูกนำมาใช้กับงานนด้านการพัฒนาเนื่องจากในบางครั้งเราไม่สามารถพัฒนาประชากรทั้งหมดในคราวเดียวจึงต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการที่จะทำการพัฒนาก่อนตามความสามารถ ก่อนที่จะขยายวงสู่การดำเนินการกับประชากร

สำหรับกลุ่มตัวอย่างนั้น จะหมายถึงตัวแทน หรือส่วนหนึ่งของการทำการศึกษา ซึ่งในบางครั้งเราไม่สามารถจะดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงมีความจำเป้นที่จะต้องทำการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งของประชากร

Slide15

การเก็บรวบรวมข้อมูลเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากร กลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งการเลือกนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เก็บรวบรวมข้อมูลเองว่าจะมีความสามารถทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ในการที่จะเก็บได้จากประชากรทั้งหมดหรือไม่ หากไม่สามารถทำได้เราก็เลือกเก็บจากกลุ่มตัวอย่างได้เช่นกัน ซึ่งแม้ว่าเราจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ข้อมูลของเรามีข้อด้อยลงไป แต่หากว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้นมาจากระเบียบวิธีการที่เชื่อถือได้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้นั้นก็เป็นข้อมูลที่ดีและสามารถอ้างอิงไปสู่ประชากรในภาพรวมได้เช่นกัน

Slide18

การได้ข้อมูลมาจากกลุ่มตัวอย่างนั้นต้องได้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ทางการวิจัย ดังนั้นจึงขอสรุปในบทความนี้เลยดีกว่าว่าวิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีด้วยกัน 2 วิธีการใหญ่ ๆ คือการได้กลุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยการสุ่ม และอาศัยการสุ่มนั่นเอง (รายละเอียดดังในบทความเรื่อง เทคนิคการได้กลุ่มตัวอย่าง)

การสุ่ม คือ การที่ให้โอกาสประชากรทุกหน่วยในการที่จะได้เป็นกลุ่มตัวอย่างเท่าๆกัน

กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยไม่อาศัยการสุ่ม (Non Random Sampling)

กลุ่มตัวอย่างแบบนี้ไม่ได้ให้โอกาสแก่ประชากรทุกหน่วยในการเป็นตัวอย่างสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น  อาจได้มาโดยการเลือกเฉพาะเจาะจงลงไป หรือได้มาแบบบังเอิญก็ได้  ซึ่งอาจก่อให้เกิดความลำเอียง  การเลือกอาจมีกฎเกณฑ์ที่ไม่ดีพอ  บางครั้งผู้วิจัยจะอาศัยความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินงานเป็นสำคัญ    กลุ่มตัวอย่างประเภทนี้ยังแบ่งออกตามวิธีการได้มาอีกเป็น 4 แบบ คือ

  1. แบบบังเอิญ กลุ่มตัวอย่างแบบนี้ ได้มาแบบไม่มีการเจาะจงคุณลักษณะของตัวอย่าง  เป็นแบบที่ผู้ที่ไปเก็บข้อมูลไปรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลตามแหล่งต่าง ๆ  ที่มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลอยู่  เมื่อไปพบผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้ก็ทำการรวบรวมข้อมูล อาจเป็นการสังเกต การสัมภาษณ์  การใช้แบบสอบถาม  การใช้แบบทดสอบ  หรือเครื่องมือรวบรวมข้อมูลอื่น ๆ   เมื่อพบผู้ที่ไม่ยอมให้ข้อมูลก็หารายใหม่ต่อไป จนกระทั่งได้ข้อมูลซึ่งคิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับการวิจัยเรื่องนั้น
  2. แบบโดยสะดวก กลุ่มตัวอย่างแบบนี้ได้มาโดยไม่มีการกำหนดคุณลักษณะของกลุ่มตัวแทนที่ต้องการ แต่จะอาศัยความสะดวกของผู้เก็บรวบรวมข้อมูลในการกำหนดช่วงเวลา สถานที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกับการได้กลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ
  3. แบบโควตา กลุ่มตัวอย่างแบบนี้ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจะคำนึงถึงลักษณะกลุ่มตัวอย่างด้วย โดยมีการแบ่งประชากรออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามลักษณะที่ต้องการ  เช่น แบ่งเป็น กลุ่มชาย และกลุ่มหญิงและยังกำหนดจำนวนตัวอย่างสำหรับแต่ละกลุ่มด้วย เช่น ต้องการชาย 50 คน หญิง 50 คน  ส่วนวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลคงใช้วิธีเดียวกับแบบบังเอิญ  แต่ต้องให้ได้ตัวอย่างทั้งชายและหญิง  กลุ่มละ 50 คน การกำหนดลักษณะของประชากรถ้ากำหนดให้ละเอียดมากขึ้นก็จะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นตัวแทนได้ดีขึ้น ยิ่งถ้ามีการกระจายพื้นที่ ก็จะยิ่งทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
  4. แบบเจาะจง การเลือกตัวอย่างแบบนี้  จะใช้วิธีพิจารณาคัดเลือกกลุ่มที่จะมาเป็นตัวอย่างในการให้ข้อมูล ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยมากที่สุด เช่น ต้องการทดลองใช้แบบเรียนสำเร็จรูปกับนักเรียนที่เรียนอ่อนมากหรือนักเรียนที่ยังสอบไม่ผ่าน  ก็คัดเลือกนักเรียนกลุ่มดังกล่าวเป็นตัวอย่างการให้ข้อมูล  บางเรื่องมีการคัดเลือกผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้ดีที่สุดเป็นกลุ่มตัวอย่าง  หรือบางงานก็เลือกบุคคลระดับหัวหน้ากลุ่มงานต่าง ๆ เป็นกลุ่มตัวอย่างในการให้ข้อมูล

กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยอาศัยการสุ่ม (Random Sampling)

กลุ่มตัวอย่างแบบนี้เป็นแบบที่ประชากรทุกหน่วยมีโอกาสเท่า ๆ กัน ที่จะถูกเลือกมาเป็นตัวอย่าง  ซึ่งเป็นแบบที่ไม่มีความลำเอียงในการเลือกตัวอย่าง  นอกจากนี้แล้วยังสามารถนำลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้  สรุปกลับไปถึงลักษณะของประชากรโดยใช้วิธีการทางสถิติอนุมานได้อีกด้วย  วิธีการสุ่มตัวอย่างแบ่งตามเทคนิควิธีได้ 4 แบบ ดังนี้

1. การสุ่มแบบง่าย การสุ่มแบบนี้เป็นการสุ่มแบบเบื้องต้น อาจเรียกว่า “การสุ่มแบบไม่ซับซ้อน”   ซึ่งในบางงาน ถ้าใช้การสุ่มแบบนี้ก็จะไม่ง่ายในการสุ่มและการรวบรวมข้อมูล   เป็นวิธีที่ผู้สุ่มจะเอาชื่อหรือรหัสของประชากรทุกหน่วยมารวมกันไว้ แล้วสุ่มออกมาเป็นจำนวนตามที่ต้องการ  การสุ่มอาจใช้วิธีจับฉลากหรือการใช้ตารางเลขสุ่มก็ได้

วิธีจับฉลาก  ผู้สุ่มจะเขียนชื่อหรือรหัสของประชากร แต่ละหน่วย ทุกหน่วยลงในบัตรใบเล็ก ๆ หน่วยละใบ  หรืออาจใช้วิธีเอารายชื่อหรือรหัสที่พิมพ์เอาไว้แล้ว มาตัดออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามรายชื่อแต่ละชื่อ  เอาบัตรหรือรายชื่อที่ตัดแล้วใส่ลงในกล่อง  เขย่าหรือคนให้บัตรคลุกเคล้ากัน   แล้วจับบัตรออกมาเป็นจำนวนที่ต้องการ  บัตรที่ได้ตรงกับชื่อหรือรหัสของประชากรหน่วยใดก็ถือว่าหน่วยนั้นเป็นตัวอย่างในการวิจัยนั้น

วิธีใช้ตารางเลขสุ่ม ตารางเลขสุ่มเป็นตารางที่นักสถิติสร้างขึ้น ให้เลขแต่ละตัวมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเท่า ๆ กัน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสร้าง  เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้ใช้สถิติทำการทดสอบความเป็นเลขสุ่มที่เชื่อถือได้อีกครั้งหนึ่ง  การใช้ตารางเลขสุ่มก่อนอื่นผู้สุ่มจะให้รหัสตัวเลขแก่ประชากรทุกหน่วย    ถ้าประชากรมีจำนวนน้อยกว่าพันหน่วยก็ใช้เลข 3 หลัก  แต่ถ้ามีน้อยกว่าร้อยหน่วยก็ใช้เลขเพียง 2 หลักก็พอ เช่นประชากรมี 800 หน่วย ก็ใช้รหัสตั้งแต่ 001 ถึง 800  จากนั้นผู้สุ่มก็จะใช้ปากกาหรือดินสอจิ้มลงไปบนตารางเลขสุ่ม ชี้ถูกเลขตัวใด เลขตัวนั้นก็จะเป็นจุดเริ่มต้น   เลขตัวต่อไปอาจเป็นตัวเลขทางซ้ายทางขวา บน หรือล่างของเลขที่เป็นจุดเริ่มต้นได้ทั้งนั้น   ซึ่งเมื่ออ่านไปทางทิศใดแล้วก็ต้องอ่านไปทางนั้นตลอด  เมื่ออ่านหมดแถวหรือสดมภ์แล้วก็ให้อ่านแถวถัดไปหรือสดมภ์ถัดไป    ถ้าประชากรมีรหัสเป็นเลข 3 หลัก ก็อ่านตารางเลขสุ่มทีละ 3 ตัว  บันทึกเลขรหัสที่อ่านได้ไว้   จนกว่าจะได้จำนวนครบตามที่ต้องการ

Slide19

2. การสุ่มแบบระบบ การสุ่มวิธีนี้ ผู้สุ่มจะเอาชื่อประชากรมาเรียงเป็นรายการ  แล้วกำหนดรหัสให้แต่ละชื่อ เรียงลำดับจากน้อยไปมาก เช่น กำหนดรหัสเป็นดังนี้

001   002   003   004   005   006   007 …..จนถึงคนสุดท้าย

ประชากรบางชุดมีรหัสเรียงกันอยู่แล้วก็ไม่ต้องกำหนดรหัสขึ้นใหม่ ใช้รหัสนั้นได้เลย เช่นรหัสของนักเรียนหรือนักศึกษา  เลขที่บ้าน  และเลขที่สมาชิกฯ เป็นต้น เมื่อกำหนดรหัสแล้ว ขั้นต่อไปก็จะจับฉลากว่าจะใช้รหัสของประชากร หน่วยใดเป็นจุดเริ่มต้นในการหาตัวอย่าง   ฉลากที่จะจับในตอนนี้จะมีจำนวนใบซึ่งขึ้นอยู่กับ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ  เช่น ถ้าต้องการตัวอย่าง 20 คน จากประชากร 80 คนจำนวนฉลากที่จะต้องจัดทำเพื่อจับฉลากในตอนนี้จะมีจำนวน 80/20 = 4 ใบ  แต่ละใบจะมีหมายเลข 1-4 สมมติว่าผู้สุ่มจับฉลากได้หมายเลข 2  แสดงว่ากลุ่มตัวอย่างจะเริ่มต้นด้วยผู้ที่อยู่ในลำดับที่ 2     คนต่อไปที่จะถูกนับรวมเป็นกลุ่มตัวอย่าง คือ คนที่นับต่อจากลำดับที่ 2 ไปอีก 4 คน ก็คือคนที่มีรหัส 06  คนต่อไปก็คือคนที่มีรหัส 10  ทำแบบนี้เรื่อยไปจนถึงคนสุดท้ายจะได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 คนตามที่ต้องการ ซึ่งมีรหัสดังนี้  02  06  10  14  18  22  26  30  34  38  42  46   50   54   58   62   66   70   74  และ  78


3. การสุ่มแบบแยกชั้น 
 การสุ่มแบบนี้  ก่อนสุ่มจะมีการแบ่งเขต  หรือ ประเภทของประชากรแล้วสุ่มแต่ละเขต หรือแต่ละประเภทมาเป็นจำนวนตามสัดส่วนของประชากรแต่ละเขตนั้น ซึ่งเขตหรือประเภทที่มีประชากรมากก็จะได้รับการสุ่มมามาก  ประเภทที่มีน้อยก็ได้รับการสุ่มมาจำนวนน้อย  เช่น ประชากรนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์   มี 1,200 คน เป็นชาย 400 คน และ หญิง 800 คน  ถ้าต้องการสุ่มนักศึกษาคณะนี้มาจำนวน 120 คน  การสุ่มวิธีนี้จะแยกสุ่มนักศึกษาชายมา 40 คน และนักศึกษาหญิง 80 คน  เป็นวิธีที่คล้ายกับการย่อประชากรให้มีขนาดเล็กลงตามสัดส่วนที่ต้องการ

สำหรับการสุ่มแบบแบ่งชั้นนี้จะสังเกตว่าประชากรที่มีความแตกต่างกัน แต่มีลักษณะการแบ่งกลุ่มโโยที่ภายในกลุ่มจะมีคุณลักษณะเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม เช่น กลุ่มเพศชาย กับเพศหญิง จะเห็นว่าในกลุ่มเดียวกันมีคุณลักษณะเดียวกัน แต่ต่างกลุ่มจะมีลักษณะต่างกัน

4. การสุ่มแบบเป็นกลุ่ม การสุ่มแบบนี้ มักจะใช้เมื่อประชากรแบ่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยหน่วยประชากรหลาย ๆ ประเภท    หรือหลาย ๆ  ลักษณะ  คละกันไป ดังในภาพ

a b c d e f              a b c d e f               a b c d e f               a b c d e f
จากในภาพจะเห็นว่าแต่ละกลุ่มต่างก็มีส่วนประกอบเหมือนกัน  คือ ประกอบด้วย a b c d e f   เราอาจสุ่มกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสองกลุ่ม มาเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด    การสุ่มแบบนี้เรียกว่าการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม

ในการวิจัยด้านสังคมศาสตร์   มักจะใช้การสุ่มแบบนี้  เช่น การสุ่มจังหวัดใน ภาคเหนือมาจำนวน 3 จังหวัด  เพื่อเป็นตัวแทนของจังหวัดในภาคเหนือทั้งหมด แสดงว่าผู้สุ่มมีความเชื่อว่าแต่ละจังหวัดต่างก็สามารถเป็นตัวแทนได้   เพราะต่างก็ประกอบด้วยประชากรที่มีคุณลักษณะหลายประเภทคละกันไป อาชีพประชากรคล้าย ๆ กัน  ลักษณะภูมิอากาศ หรือภูมิประเทศก็คล้าย ๆ กัน เป็นต้น

การวิจัยทางการศึกษาก็มีการสุ่มแบบนี้  เช่น ต้องการสุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งมาจำนวนหนึ่ง ถ้าโรงเรียนนั้นจัดห้องเรียนแบบคละ  คือมีทั้งนักเรียนเก่งและอ่อนปนกันในแต่ละห้อง  เราก็อาจสุ่มมาเป็นห้อง ซึ่งการจะใช้กี่ห้อง ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอย่างที่ต้องการ

การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การสุ่มตัวอย่างโดยทำการสุ่มตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป   เรียกว่าการสุ่มแบบหลาย ขั้นตอนหรืออาจเรียกตามจำนวนครั้งที่สุ่มก็ได้     เช่น   การสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน    หรือการสุ่ม แบบ 3 ขั้นตอน    การสุ่มครั้งแรกอาจใช้การสุ่มแบบกลุ่ม     ต่อจากนั้นครั้งที่สองอาจสุ่มแบบแยกชั้นก็ได้    หรือใช้การสุ่มแบบกลุ่มตลอดทุกครั้งก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม

ตัวอย่างเช่น   การสุ่มชาวบ้านตำบลหนึ่งซึ่งมี 10 หมู่บ้าน     แต่ละหมู่บ้านมีลักษณะคล้ายกัน      การสุ่มครั้งแรกต้องการสุ่มมา 2 หมู่บ้าน    อาจใช้การสุ่มอย่างง่าย  หรือสุ่มแบบระบบก็ได้      เมื่อสุ่มได้ 2 หมู่บ้านแล้ว จึงทำการสุ่มครัวเรือนตามจำนวนที่ต้องการ   หรืออาจสุ่มสมาชิกในครัวเรือนที่สุ่มได้อีก ซึ่งต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ในการวิจัยด้วย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s