การวิจัย VS การประเมิน

การวิจัยเชิงประเมิน เป็นวิทยาการ (Discipline) ทางสังคมศาสตร์สาขาใหม่ที่เพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมายอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่ได้มีการประยุกต์เอาวิธีการเชิงระบบ  (System Approach) มาใช้ในการวางแผนทางสังคมของนักวางแผนรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นวิทยาการที่เกิดขึ้นมาใหม่ จึงทำให้การใช้คำยังไม่สอดคล้องกัน บางคนเรียกว่า การวิจัยเชิงประเมิน (Evaluative Research) บางคนเรียก การวิจัยเชิงประเมินผล (Evaluation Research) และบางคนเรียกการประเมินแผนงาน (Program Evaluation)  แม้ว่าการเรียกชื่อการวิจัยประเภทนี้จะมีความแตกต่างกัน แต่สาระสำคัญของโดยทั่วไปไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ การวิจัยประเภทนี้เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ  เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้เป็นพื้นฐานประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการทางสังคม

การวิจัยเชิงประเมิน หมายถึง การนำระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อศึกษาถึงผลลัพธ์และผลกระทบที่พึงปรารถนาและไม่พึงปรารถนากับวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัยให้เป็นไปตามแบบแผนที่ได้วางไว้ล่วงหน้าและเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการและการปรับปรุงโครงการในอนาคต

หลักวิชาการวิจัยเชิงประเมินได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังมิได้ก่อให้เกิดเฉพาะการประยุกต์ใช้วิชาการแขนงนี้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่มีการนำวิชาการแขนงนี้ไปใช้ในทางที่ผิด ในหลายวงการและหลายระดับซึ่งมักเป็นกลุ่มที่รู้จักการวิจัยเชิงประเมินแต่เพียงผิวเผิน  โดยเปรียบการวิจัยเชิงประเมินเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งผู้ใช้ต้องรู้จักประยุกต์ใช้ให้ถูกประเภท จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด วิชาการแขนงนี่จะไร้ประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม ถ้าบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  ไม่ว่าจะเป็นนักบริหาร นักปฏิบัติ หรือนักประเมินผล ขาดความรู้ ความจริงจังและจริงใจที่จะมุ่งพัฒนาใช้เครื่องมือดังกล่าวอย่างถูกต้องเหมาะสม นับได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการประยุกต์ใช้หลักวิชาการวิจัยเชิงประเมินการประยุกต์วิชาการเชิงประเมินที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการวินิจฉัยสั่งการในกรณีดังต่อไปนี้

  1. เพื่อดำเนินงานต่อหรือเลิกดำเนินงานตามโครงการ
  2. เพื่อปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติในโครงการ
  3. เพื่อเพิ่มหรือลดมาตรการและเทคนิคบางประเภทในโครงการ
  4. เพื่อสร้างโครงการในลักษณะคล้ายคลึงกันในท้องที่อื่นๆ
  5. เพื่อแบ่งทรัพยากรระหว่างโครงการที่ต่างแก่งแย่งแข่งขันกัน
  6. เพื่อสนับสนุนหรือหักล้างกรอบทฤษฎีซึ่งเป็นรากฐานของโครงการ

กระบวนการวิจัยเชิงประเมินเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลระหว่างตัวแปรที่กำหนดบังคับค่าตามนโยบาย/แผนงาน/โครงการกับตัวแปรตาม  ซึ่งหมายความถึงผลลัพธ์และผลกระทบของนโยบาย/แผนงาน/โครงการ  รวมทั้งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่เป็นจริงกับสิ่งที่ควรจะเป็น  กระบวนการวิจัยเชิงประเมินแบ่งได้ออกเป็น 5 ขั้นตอน ตามลักษณะความเกี่ยวพันของกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละขั้นตอนเริ่มตั้งแต่

  1. การกำหนดปัญหา เป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ของ นโยบาย/แผนงาน/โครงการ
  2. การวางแผนวิจัยเชิงระเมินและเลือกรูปแบบการวิจัยเชิงประเมิน
  3. การรวบรวมข้อมูลก่อน/หลัง โครงการเสร็จสิ้น
  4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและตรรกะ
  5. การสรุปผล/เปรียบเทียบ/เสนอแนะ

จากวัฏจักรของกระบวนการวิจัยเชิงประเมิน การกำหนดปัญหา เป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ตลอดจนเกณฑ์การวิจัยเชิงประเมินต่าง ๆ จัดอยู่ในขั้นตอนแรกที่นักวิจัยเชิงประเมินต้องใช้เวลาและความสนใจอย่างมากเพื่อทราบถึงลักษณะของปัญหา ขอบเขตของการศึกษาวิจัย รวมทั้งการวางเป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ที่จำเป็นต่อการวิจัยเชิงประเมิน

การวิจัยเชิงประเมินและการวิจัยทางวิชาการที่ได้กล่าวมาแล้วต่างมุ่งเน้นความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลระหว่างตัวแปรอิสระกับตัวแปรตาม ด้วยเหตุนี้การพิจารณาเลือกรูปแบบการวิจัยเชิงประเมินจึงมีความสำคัญมาก รูปแบบการวิจัยเชิงประเมินแต่ละรูปแบบจะมีขีดความสามารถในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลระหว่างตัวแปรในระดับที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่มีรูปแบบใดที่จัดว่าดีที่สุดในทุกสถานการณ์ของการวิจัยเชิงประเมิน

ข้อมูลในการวิจัยเชิงประเมิน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นสถิติตัวเลขหรือข้อมูลเชิงปริมาณแต่ก็ไม่ได้ตัดโอกาสในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ นักวิจัยเชิงประเมินควรใช้ข้อมูลทั้งสองประเภทประกอบกันเพื่อเพิ่มคุณค่าสำหรับงานวิจัย ส่วนแหล่งข้อมูลนั้นก็มีอยู่มากมายไม่จำกัดตามแต่ลักษณะของคำถามที่ต้องการหาคำตอบ และข้อมูลต่าง ๆ ก็อาจใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลได้หลายวิธีตามแต่จุดมุ่งหมายของการวิจัย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม เป็นต้น ในทางปฏิบัติ ถ้าเป็นไปได้ควรใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายประเภทร่วมกัน ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงประเมินจะเก็บรวบรวมข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินงาน ระหว่างดำเนินงาน และหลังสิ้นสุดการดำเนินงาน

เนื่องจากข้อมูลในการวิจัยเชิงประเมินส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ หรือตัวเลข ดังนั้นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติจึงมีบทบาทสำคัญต่อการวิจัยประยุกต์ประเภทนี้ การวิจัยเชิงประเมินในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่การวิเคราะห์ในลักษณะหลายตัวแปรด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน ซึ่งสามารถให้ผลการวิเคราะห์มีความละเอียด และสอดคล้องกับสภาวะสลับซับซ้อนในโลกของความเป็นจริงยิ่งขึ้น เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลจำเป็นต้องสอดคล้องกับลักษณะของข้อมูล รูปแบบการวิจัยเชิงประเมิน ตลอดจนสภาพปัญหาการวิจัยเชิงประเมิน

การเขียนรายงานการวิจัยเชิงประเมิน ซึ่งรวมถึงการสรุปผลและเสนอแนะ จัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการวิจัยเชิงประเมินเพื่อตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น ขั้นตอนนี้มีความสำคัญและจำเป็นยิ่งต่อการสื่อความหมายเกี่ยวกับความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของนโยบาย/แผนงาน/โครงการ จากนักวิจัยเชิงประเมินสู่นักบริหาร เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจ

เนื่องจากหลายคนยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างการประเมินโครงการกับการวิจัยเชิงประเมิน ดังนั้นจะขอสรุปประเด็นความแตกต่างระหว่างการวิจัยและการประเมิน โดยอาศัยแนวความคิดของวอร์เด็น และแซนเดอร์ (1973) ไอแซก และไมเคิล (1982) ดังต่อไปนี้

research_vs_Eva

จากประเด็นข้างต้น เป็นการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการวิจัยกับการประเมิน ส่วนการวิจัยเชิงประเมินนั้น ผู้เรียนเห็นว่าเป็นการนำระเบียบวิธีวิจัยเข้ามาใช้ในกระบวนการประเมิน ซึ่งการนำเสนอผลการประเมินจะถูกนำเสนอในรูปแบบของงานวิจัย ตลอดจนมีการออกแบบกระบวนการประเมินผลตามรูปแบบของงานวิจัยนั่นเอง

ดังนั้นการประยุกต์องค์ความรู้ในประเด็นนี้ หากมีโอกาสในการนำไปประยุกต์ใช้ต้องเข้าใจบทบาทของการประเมิน และการวิจัย และต้องทำความเข้าใจกับนักศึกษาอยู่เสมอถึงประเด็นความเหมือนและความแตกต่างของการวิจัยและการประเมิน นอกจากนี้ ต้องนำองค์ความรู้เกี่ยวกับ Model การประเมิน มาใช้ร่วมกับการออกแบบงานวิจัยอยู่เสมอ โดยส่วนใหญ่จะมีการนำ CIPP Model มาใช้กับการวิจัยเชิงประเมิน

Slide13

จากภาพ เป็นการนำโมเดลการประเมินมาทำความเข้าใจก่อน เพื่อเริ่มต้นให้มีการแยกประเด็นของโครงการและประเด็นการวิจัยให้ขาดออกจากกัน คือโดยส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า วัตถุประสงค์โครงการ คือวัตถุประสงค์ของการวิจัยไปด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วจะต้องศึกษาโครงการที่จะต้องการประเมินอย่างละเอียด แล้วนำมาสร้างเป็นวัตถุประสงค์ของการวิจัยเชิงประเมินว่า ต้องการประเมินอะไร แล้วโมเดลการประเมินแบบใดจะเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การประเมินดังกล่าว โดยส่วนใหญ่แล้ว CIPP Model จะถูกแนะนำให้นำมาใช้ เนื่องจากเป็นโมเดลที่ดำเนินการประเมินทั้งกระบวนการของการดำเนินโครงการ ซึ่งนักศึกษาต้องนำกระบวนการวิจัยมาพัฒนากระบวนการประเมิน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน การได้กลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผล ซึ่งการดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าว ส่งผลให้งานประเมินได้ดำเนินตามกระบวนการวิจัยนั่นเอง

Advertisements

One response to “การวิจัย VS การประเมิน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s