วิทยาศาสตร์กับการวิจัย

สืบเนื่องมาจากบทความก่อนหน้า ที่ว่าด้วยเรื่องของ ความแตกต่างระหว่างวิธีการสรุปความรู้แบบอนุมานและอุปมาน จะเห็นว่าการแสวงหาความรู้โดยวิธีการอนุมานจำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงมาก่อน และองค์ความรู้ที่ได้จากการหาความรู้โดยวิธีนี้ก็มักจะอยู่ในวงจำกัด ไม่ถือว่าก่อให้เกิดองค์ความรู้อย่างแท้จริง ส่วนการแสวงหาความรู้โดยวิธีการอุปมานก็มีข้อจำกัดในเรื่องของตัวอย่างว่าเป็นตัวแทนที่ดีเพียงใดของประชากร

ชาร์ล ดาร์วิน ได้นำวิธีการอนุมานและวิธีอุปมานมาใช้ร่วมกัน โดยใช้การตรวจสอบกลับไปมาทั้งสองวิธี  เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แน่นอนยิ่งขึ้น  มีการใช้หลักเหตุผล ทฤษฎีต่าง ๆ และประสบการณ์ ในการคิดค้นหาสมมติฐาน หรือคำตอบชั่วคราวของปัญหาที่ต้องการศึกษา  และเพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริง จึงทำการทดสอบคำตอบชั่วคราวนั้น โดยการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์หาข้อสรุปอีกขั้นตอนหนึ่ง

Slide9ต่อมาก็ได้มีผู้ปรับปรุงวิธีการนี้ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่น นิวตัน กาลิเลโอ จนกระทั่ง จอห์น ดิวอี้ ได้เขียนบันทึกวิธีการนี้ไว้อย่างเป็นหลักฐาน  เรียกวิธีการนี้ว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์” ซึ่งมีกระบวนการที่สำคัญ 5 ขั้นตอนตามลำดับดังนี้

  1. ขั้นปัญหา (Problem)
  2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypothesis)
  3. ขั้นรวบรวมข้อมูล (Gathering Data)
  4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)
  5. ขั้นสรุป (Conclusion)

การวิจัยเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่เชื่อถือได้โดยใช้วิธีที่มีระบบ ระเบียบ มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน และเป็นที่ยอมรับของสังคม  ซึ่งจะเห็นว่าวิธีการแสวงหาความรู้ที่สังคมยอมรับในปัจจุบันก็คือวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง

การวิจัย หรือภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Research ซึ่งมาจากคำสองคำคือ Re ที่แปลว่าการทำซ้าๆ และความว่า Search ที่หมายถึงการค้นหา หรือการสืบค้น ความหมายอีกนัยหนึ่งของการวิจัยจึงหมายถึงการสืบค้น หรือการค้นหาความรู้ซ้ำๆ จนแน่ใจ หรือจนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ดังนั้นขั้นตอนในการหาความรู้ตามวิธีการวิจัยจึงอิงขั้นตอนการหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์นั่นเอง คือเริ่มต้นด้วยการนิยามปัญหาที่จะวิจัย การตั้งสมมติฐาน การรวมรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสรุป ในการเริ่มต้นการวิจัย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแหล่งข้อมูลด้านการวิจัย ซึ่งแหล่งข้อมูลทำให้เราได้หัวข้อวิจัย หรือ แหล่งที่มาที่จะจุดประกายการวิจัยของเรา มี 4 แหล่งใหญ่ ๆ คือ

  1. ทฤษฎีต่าง ๆ
  2. ประสบการณ์
  3. เอกสารรายงานต่าง ๆ อาจเป็นการศึกษาจากภาพรวม หรืออาจจะดูจากบทสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ
  4. การทำซ้ำกับผู้อื่น (หากเป็นการทำซ้ำ จะสามารถทำได้เมื่อเกิดประเด็นของการขัดแย้งกันของหัวข้อการศึกษานั้น ๆ หรือเป็นการตรวจสอบเพื่อยืนยันผลการวิจัยนั้น ๆ)

Slide10เมื่อได้ปัญหาหรือหัวข้อในการทำวิจัยจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ แล้ว การตั้งชื่องานวิจัยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากชื่อเรื่องที่ดีต้องมีการบ่งบอกตัวแปรได้ครบถ้วนกระบวนความ โดยทั่วไปแล้วจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก สามประการคือ

  1. ประชากร/กลุ่มเป้าหมาย
  2. ตัวแปรที่ทำการศึกษา (ทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตาม)
  3. ระเบียบวิธีที่ทำการศึกษาหรือความสัมพันธ์ของสิ่งที่ทำการศึกษา

ในการกำหนดขอบเขตเนื้อหา คือ การนำตัวแปรทีใช้ในการศึกษามาอธิบายว่าตัวแปรดังกล่าวมีความครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง และต้องนำตัวแปรต่างๆ มานิยามศัพท์เฉพาะด้วย

การทำความเข้าใจกับพื้นฐานของปัญหาต้องเขียนปัญหาให้มีความชัดเจน มีความสำคัญอย่างไร มีตัวแปรอะไรบ้าง มีงานวิจัยใดบ้างที่เคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับปัญหานี้ไว้แล้ว และได้ผลเป็นอย่างไร และกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และคาดคะเนคำตอบไว้

สมมติฐานทางการวิจัย ต้องมีความสัมพันธ์กับโจทย์วิจัย ซึ่งเป็นการคาดเดาคำตอบของการวิจัย แต่การคาดเดาคำตอบนั้นต้องเป็นการตั้งภายใต้แนวคิดหรือทฤษฎีต่าง ๆ ซึ่งการตั้งสมมติฐานการวิจัยมักจะเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ของตัวแปร โดยมักจะเขียนเป็นประโยคเงื่อนไขมากกว่าการตั้งคำถาม และการเขียนสมมติฐานความเขียนด้วยนิยามที่เป็นรูปธรรมหรือสิ่งที่สามารถวัดได้จริง

อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการวิจัยหรือระเบียบวิธีวิจัยมีความคล้ายคลึงกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรืออาจกล่าวได้ว่ากระบวนการค้นหาความรู้ความจริงของการวิจัยนั้น หากจะให้กระบวนการค้นหานั้นมีความน่าเชื่อถือ และพิสูจน์ได้จริงก็ต้องอาศัยหลักการ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพิสูจน์ความรู้นั้น ๆ นั่นเอง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s