ความแตกต่างระหว่างวิธีการสรุปความรู้แบบอนุมานและอุปมาน

วันนี้ขอเสนอบทความเกี่ยวกับวิธีการแสวงหาความรู้ จริง ๆ แล้วในยุคปัจจุบันมีวิธีการในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ หลากหลายวิธีการแม้กระทั่งการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการเสาะแสวงหาความรู้ แต่วันนี้เราไม่ได้มาพูดคุยกันเรื่องของการแสวงหาความรู้กันนะคะ เรามาเรียนรู้กันดีกว่าว่าถ้ามีข้อมูลมากมายหลายหลายกองอยู่ตรงหน้าเราจะมีวิธีการจัดการกับมันอย่างไร

วิธีการที่มนุษย์เราใช้ในการเสาะแสวงหาความรู้ความจริงมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง  ทั้งในส่วนตัวของผู้แสวงหาความรู้ สภาวะรอบด้าน และประเภทความรู้ที่ต้องการศึกษา วิธีการศึกษาแต่ละวิธีจะมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด  บางวิธีอาจใช้ได้ไม่ค่อยดีกับความรู้บางประเภท จึงควรใช้วิธีการให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ความรู้ความจริงที่น่าเชื่อถือ

Slide4ที่มาของความรู้ คนเราได้ความรู้มาได้อย่างไร แรกสุดความหนีไม่พ้นความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ ความรู้ความจริงหลายเรื่องที่แต่ละคนยอมเชื่อ ยอมรับว่าเป็นความจริง เป็นเพราะผู้นั้นได้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาก่อน ความรู้หรือความเชื่อหลายเรื่องที่ได้รับมาโดยการเรียนรู้จากสังคม  เมื่อคนเราเกิดมาสังคมก็จะถ่ายทอดขนบธรรมเนียมประเพณีหรือสิ่งที่ควรปฏิบัติในสังคมนั้นให้ การรับเอาความรู้ประเภทนี้จะเป็นไปแบบอัตโนมัติ  ค่อยเป็นค่อยไป คนรุ่นหลังจะประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างของคนรุ่นก่อน ตัวอย่างเช่น ความรู้ ความสามารถในการพูดภาษาไทย  เราจะค่อยเรียนรู้จาก พ่อแม่ พี่ ญาติ เพื่อนบ้าน  ครู  และบุคคลอื่น ๆ การที่ต้องยอมรับเอาความรู้ประเภทนี้ไปปฏิบัติ ก็เพราะต้องการจะอยู่ในสังคมนั้นอย่างราบรื่น เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่เขาปฏิบัติกันเช่นนั้น

ความรู้หรือความเชื่อที่เรายอมรับค่อนข้างจะแน่นอน เพราะได้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาก่อน เช่น การยอมรับว่าไฟร้อน  การยอมรับว่าพริกขี้หนูมีรสเผ็ด การยอมรับว่าเจ็บเมื่อโดนเข็มทิ่มแทง  การปักใจเชื่อคงจะไม่ใช่เพราะว่าได้อ่านจากตำรา  หรือจากการฟังคำบอกเล่าจากผู้อื่น  อย่างไรก็ตามการแสวงหาความรู้โดยอาศัยประสบการณ์ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถและข้อจำกัดของประสาทสัมผัสของแต่ละบุคคล ตลอดจนการผันแปรของสภาพแวดล้อมทางสังคม

Slide5ความรู้ต้องการการสืบทอด หรือถ่ายทอดสืบต่อกันมา องค์ความรู้ หรือข้อเท็จจริง จำนวนมากมาย ได้มีการบันทึกในสื่อหรือในสมองของมนุษย์  ดังนั้นหากเรามั่นใจว่าองค์ความรู้ หรือข้อเท็จจริงที่เราต้องการศึกษามีการบันทึกไว้ ในแหล่งใดอยู่ ก็ควรศึกษาค้นคว้าจากแหล่งนั้นได้ จะเห็นว่าเรามีการสอบถามความรู้จากผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญ  เพราะถือว่าบุคคลเหล่านี้ได้ทำการศึกษาค้นคว้าหรือได้รับ การฝึกฝนอบรมมาก่อนเป็นอย่างดี  มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมากกว่าผู้อื่น   ฉะนั้นเมื่อเราต้องการศึกษาความรู้ หรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่มีผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว  จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าใหม่  ควรใช้วิธีสอบถามผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนั้น นอกเสียจากว่าไม่แน่ใจว่าความรู้ที่มีอยู่แล้วนั้นเป็นความรู้ที่ถูกต้อง จึงค่อยใช้วิธีศึกษาค้นคว้าใหม่ เพื่อให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง  สมัยก่อนมีแหล่งความรู้ประเภทนี้น้อยมาก แต่ปัจจุบันมีแหล่งความรู้ประเภทนี้จำนวนมากมาย     เพราะนอกจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ยังได้มีการบันทึกในสื่อประเภทต่าง ๆ เช่น เทปบันทึกเสียง เทปบันทึกภาพและเสียง ฟิล์มภาพยนต์ สิ่งพิมพ์ เป็นต้น

องค์ความรู้ที่ได้รับการบันทึกไว้ในแหล่งต่าง ๆ จะถูกต้องหรือเป็นที่ยอมรับของผู้ที่ศึกษาค้นคว้าเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับแหล่งความรู้นั้นด้วย   ถ้าแหล่งความรู้เป็นบุคคลก็ควรพิจารณาด้วยว่าผู้นั้นมีความรู้ในสาขาวิชาหรือในเรื่องที่ต้องการจะถามเพียงใด  ทั้งนี้เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์เราจะรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง  ในสมัยก่อนหรือในสังคมชนบทบางแห่งจะมีผู้รู้ประจำหมู่บ้าน  ผู้เฒ่า  หมอผี  หรือแม่มด    บุคคลเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รู้ในทุกเรื่องและทุกด้าน  ปัจจุบันเราก็ยังคงมีผู้รู้เช่นกันแต่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา  การเลือกว่าจะสอบถามผู้รู้ท่านใดจึงควรเลือกให้เหมาะสม

Slide6วิธีการสรุปความรู้แบบอนุมาน

การแสวงหาความรู้โดยวิธีนี้ ผู้แสวงหาความรู้มีความเชื่อว่าอะไรก็ตามที่เป็นความจริง จะต้องเป็นความจริงในสภาพการณ์หนึ่งที่อยู่ในขอบเขต จะต้องมีความรู้หรือความจริงส่วนหนึ่งเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว  และจากความรู้ที่มีอยู่นี้ ใช้หลักเหตุผลแยกแยะออกเป็นความรู้ส่วนย่อยออกไปอีก   วิชาเรขาคณิตเป็นตัวอย่างที่ดีของการหาความรู้ตามวิธีอนุมานนี้  การจะศึกษาทฤษฎีบทหลัง ๆ ได้ ก็จะต้องมีความรู้ในทฤษฎีบทแรก ๆ ก่อน   อริสโตเติลเป็น ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนแรกที่ค้นพบวิธีหาความรู้แบบอนุมาน

การแสวงหาความรู้ตามวิธีของอริสโตเติลเริ่มจากการอ้างองค์ความรู้หลักแล้วตามด้วยองค์ความรู้ย่อย และข้อสรุปจากองค์ความรู้ทั้งสอง  ซึ่งข้อสรุปจะสมเหตุสมผลหรือไม่สมเหตุสมผล  ย่อมขึ้นอยู่กับการยอมรับในองค์ความรู้หลักและองค์ความรู้ย่อย ตลอดจนวิธีการสรุป ว่าเกินขอบเขตการวิจัยหรือไม่

ตัวอย่าง  การอ้างเหตุผลตามวิธีอนุมานของอริสโตเติล

  •          ข้อเท็จจริงหลัก      เราทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย                    
  •          ข้อเท็จจริงย่อย      ประณตเป็นคน                               
  •          ข้อสรุป                  ประณตต้องตาย  
  •           ข้อเท็จจริงหลัก     ดาวเคราะห์ทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์            
  •           ข้อเท็จจริงย่อย      โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง                    
  •           ข้อสรุป                 โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์   
  •           ข้อเท็จจริงหลัก         สำนักงานถูกไฟไหม้  พนักงานจะได้รับอันตราย      
  •           ข้อเท็จจริงย่อย          สำนักงาน BBB ถูกไฟไหม้                           
  •           ข้อสรุป                      พนักงานในสำนักงาน BBB ได้รับอันตราย 

จากตัวอย่างจะเห็นว่าข้อสรุปในบางข้ออาจไม่เป็นจริง   ดังตัวอย่างสุดท้ายนี้  การที่สำนักงาน BBB ถูกไฟไหม้  พนักงานในสำนักงานแห่งนี้อาจไม่ได้รับอันตรายก็ได้  ทั้งนี้เพราะไฟอาจไหม้เพียงบางส่วนของอาคารเพียงเล็กน้อย หรืออาจไหม้ในวันหยุดทำงานก็เป็นได้

Slide8วิธีการสรุปความรู้แบบอุปมาน

การแสวงหาความรู้โดยใช้วิธีอุปมานเป็นการศึกษาจากองค์ความรู้ย่อย ๆ รวมกันเข้าแล้วสรุปเป็นองค์ความรู้หลัก หรือเริ่มศึกษาความรู้ความจริงเฉพาะอย่าง แล้วนำไปสู่ความรู้ที่เป็นสากล ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ค้นคิดวิธีการแสวงหาความรู้แบบอุปมานคือฟรานซิส เบคอน ซึ่งใช้วิธีศึกษาข้อเท็จจริงย่อยก่อน แล้วนำมาจัดกลุ่มเสียใหม่โดยคำนึงถึงความเหมือน หรือความแตกต่างของส่วนประกอบ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ  แล้วสรุปเป็นข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นมา

การหาความรู้แบบอุปมานนี้จำแนกได้ 2 แบบ คือ

อุปมานแบบสมบูรณ์  เป็นวิธีการที่ผู้แสวงหาความรู้จะสังเกตข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษาจากประชากรทุกหน่วย หรือศึกษาเริ่มจากส่วนย่อยทุกส่วนที่ประกอบเป็นส่วนใหญ่ที่ต้องการศึกษา แล้วสรุปจากข้อมูลทั้งหมดเป็นความรู้โดยรวม ในแง่ทฤษฎีแล้ววิธีนี้มีความเชื่อถือได้และถูกต้องมากที่สุด แต่ในแง่การปฏิบัติเป็นการยากที่จะตรวจสอบข้อมูลได้ครบทุกหน่วยประชากร จึงเป็นวิธีที่ค่อนข้างจะมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตามการศึกษาบางเรื่องก็สามารถสังเกตประชากรได้ทุกหน่วย

อุปมานแบบไม่สมบูรณ์  เป็นวิธีการที่ผู้แสวงหาความรู้สังเกตข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง  เพราะถือว่าการรวบรวมข้อมูลจากประชากรทุกหน่วยนั้นย่อมทำได้ยาก หรือไม่ได้เลย  หรือบางครั้งก็เกินความจำเป็น การรวบรวมจากตัวอย่างถ้ามีวิธีการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีแล้ว ก็จะทำให้ผลการศึกษาเป็นที่น่าเชื่อถือ

การหาความรู้แบบอุปมานส่วนใหญ่จะเป็นแบบไม่สมบูรณ์  คือศึกษาจากตัวอย่างเพียงบางส่วนเท่านั้น  การหาความรู้เกี่ยวกับสภาพธรรมชาติจะศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างเพียงไม่กี่หน่วยแต่ก็สามารถสรุปได้เป็นสากล   ต่างกับทางด้านสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ซึ่ง ต้องใช้ตัวอย่างจำนวนมากและต้องกระจายพื้นที่ให้ครอบคลุมมากที่สุด จึงจะสรุปเป็นสากลได้เพราะเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับสมองมนุษย์แล้ว ย่อมมีความแตกต่างระหว่างบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

จะเห็นได้ว่าวิธีการสรุปความรู้ของวิธีอนุมานกับวิธีอุปมานมีความแตกต่างกันอยู่ อาจกล่าวได้ว่ามันเปรียบเสมือนส่วนกลับของกันเลยก็ว่าได้ และหากเดาจากชื่อทุกคนจะต้องคิดว่า “อนุ” จะต้องคืออะไรที่เล็ก ๆ เลยเกิดความเข้าใจสับสนว่าอนุมานคือการสรุปจากเล็กไปใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วความเข้าใจผิด 

วิธีการสรุปแบบอนุมานคือการสรุปภาพรวมใหญ่ให้ได้ก่อน แล้วจึงนำเอาความรู้ย่อย ๆ มาอ้างอิงว่าภาพรวมใหญ่เป็นแบบนี้ ส่วนนี้คือส่วนย่อยดังนั้นส่วนย่อยต้องเป็นไปตามส่วนใหญ่ในขณะที่วิธีอุปมานจะเป็นวิธีการนำเอาความรู้ย่อย ๆ มาอ้างอิงรวมเป็นความรู้แล้วจึงสรุปเป็นความรู้หลัก

Advertisements

3 responses to “ความแตกต่างระหว่างวิธีการสรุปความรู้แบบอนุมานและอุปมาน

  1. Pingback: วิทยาศาสตร์กับการวิจัย | Kat's Blog with Smart Thinking·

  2. ไม่เข้าใจค่ะ คือบอกว่าดาวเคราะห์ทุกดาวโคจรรอบดวงอาทิตย์
    ย่อยคือ: โลกเป็นดาวเคราะห์
    สรุป: โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
    ทำไมในนี้บอกว่าทั้งวิธีอุปมานและอนุมาน มันเหมือนกันเลยคะ ย่อยก็เหมือน สรุปก็เหมือ หัวข้อใหญ่ก็เหมือ ทำไมไม่มีความแจกต่างกันเลยคะ

    Like

    • ต้องขอโทษค่ะเป็นความผิดพลาดของการทำรูปประกอบค่ะ จริง ๆ แล้ววิ๊สรุปแบบอนุมานเป็นการสรุปแบบใหญ่ไปหาเล็ก คือ
      ข้อเท็จจริงหลัก ดาวเคราะห์ทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์
      ข้อเท็จจริงย่อย โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
      ข้อสรุป โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
      ส่วนอุปมาณจะเป็นเล็กไปหาใหญ่ คือ
      ข้อเท็จจริงย่อยที่ 1 ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์
      ข้อเท็จจริงย่อยที่ 2 โลกเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์
      ฯลฯ
      ข้อสรุป ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์

      Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s