การถอดบทเรียน “การจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน”

การพัฒนาโครงการหลวงนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ. 2512 จนถึงปัจจุบันได้มีความก้าวหน้าในวิทยาการต่างๆ มากมาย ตามแนวพระบรมราโชบายขององค์ผู้ก่อตั้งโครงการหลวง เริ่มจากส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาพออยู่พอกิน รู้จักช่วยเหลือพึ่งพาตนเอง และป้องกันดูแลรักษาป่าไม้ ทรัพยากรในเขตต้นน้ำลำธาร จากการนำพืชเมืองหนาวที่สำคัญทางเศรษฐกิจให้ปลูกแทนฝิ่น จัดที่ทำกินจัดการด้านการตลาด รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงในชีวิตของชาวไทยภูเขาเป็นที่ประจักษ์ชัดในปัจจุบัน

การพัฒนาจากนี้ไปจึงเข้าสู่สภาวะก้าวหน้าที่ชาวไทยภูเขาจะต้องยืนด้วยตนเอง สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกจากปรับปรุงเพื่อความมั่นคงด้านอาชีพและความเป็นอยู่แล้วยังต้องมีภารกิจ ปกป้องให้พ้นจากสิ่งคุกคามจากภายนอกที่บั่นทอนความมั่นคงของตนเองและส่วนรวม โดยเฉพาะด้านยาเสพติด การบุกรุกทำลายป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร ตลอดจนมลภาวะที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ต่อเมื่อชาวไทยภูเขารู้จักการวางแผนพึ่งพาตนเองไปสู่อนาคตพึงปรารถนา แทนการอยู่อย่างยถากรรม และรอรับความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

เพื่อการดำรงอยู่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ในการพัฒนาแสวงหารูปแบบ วิธีการที่เหมาะสมในการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้ร่วมมือกับสำนักงานบริหารการศึกษานอกโรงเรียนดำเนินการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน[1] โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงที่มีอยู่ในโครงการหลวง เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมบนพื้นที่สูงซึ่งได้สังเคราะห์องค์ความรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงที่มีอยู่ในโครงการหลวงแล้วจัดองค์ความรู้ออกเป็นหมวดหมู่ ได้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ

1) องค์ความรู้ด้านอาชีพที่มีทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร

2) องค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เน้นด้านระบบนิเวศของป่า ดิน และน้ำ

3) องค์ความรู้ด้านชุมชน โดยเน้นองค์ความรู้ที่โครงการหลวงนำไปพัฒนาส่งเสริมในชุมชน

4) องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม โดยจารีต ประเพณี แนวปฏิบัติตามวิถีชีวิตและชนเผ่าหรือชุมชนที่เป็นที่ตั้งในเขตพื้นที่โครงการหลวงที่แฝงไว้ด้วยคติธรรมที่ภูมิปัญญาหรือปราชญ์ชาวบ้าน

จากการเริ่มต้นในการถอดบทเรียนในเรื่องการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สิ่งแรกที่มีบทบาทเด่นที่สุดคงจะหลีกไม่พ้นเรื่องของการจัดการความรู้ ซึ่งความหมายของ “การจัดการความรู้”[2] หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ดังนั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง

จากการประเภทของความรู้ตามแนวคิดของการจัดการความรู้ พบว่า ความรู้อาจแบ่งใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ

  1. ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่อยู่ในรูปแบบที่เป็นเอกสาร หรือ วิชาการ อยู่ในตำรา คู่มือปฏิบัติงาน
  2. ความรู้ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา

โดยที่ความรู้ทั้ง 2 ประเภทนี้มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกัน การจัดการ “ความรู้เด่นชัด” จะเน้นไปที่การเข้าถึงแหล่งความรู้ ตรวจสอบ และตีความได้ เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดความรู้ใหม่ ก็นำมาสรุปไว้ เพื่อใช้อ้างอิง หรือให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ต่อไป (ดูวงจรทางซ้ายในรูป) ส่วนการจัดการ “ความรู้ซ่อนเร้น” นั้นจะเน้นไปที่การจัดเวทีเพื่อให้มีการแบ่งปันความรู้ที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน อันนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ ที่แต่ละคนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้ต่อไป (ดูวงจรทางขวาในรูป)

pic1

จากการถอดบทเรียน พบว่า ความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เป็นองค์ความรู้ที่โครงการหลวงมีอยู่ ซึ่งในที่นี้เป็นองค์ความรู้ที่ได้ทำการจัดเก็บรวบรวมสั่งสมไว้จนกลายเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่ ที่พร้อมสำหรับการนำไปปรับใช้ในชุมชนพื้นที่สูงเพื่อให้เกิดประโยชน์ ส่วนองค์ความรู้ที่ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่แฝงอยู่ในตัวคน เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน เป็นภูมิปัญญา เป็นองค์ความรู้ที่ถูกซ่อนอยู่ทั้งในตัวคนในชุมชน หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน และองค์ความรู้ของเจ้าหน้าที่โครงการหลวง ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนในพื้นที่สูง

โครงการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน จึงเปรียบ เสมือนเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อม ๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ซึ่งการบรรลุเป้าหมายของงานนั่นคือการดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ที่ว่า “ช่วยชาวเขาให้ตัวเองในการปลูกพืชที่มีประโยชน์และมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”[1] เป้าหมายของการพัฒนาคน คือการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่โครงการหลวง คนในชุมชนในเขตพื้นที่สูง ตลอดจนหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และได้นำเอาองค์ความรู้ที่ได้ไม่ว่าจะเป็นความรู้เด่นชัด (Explicit Knowledge) หรือแม้กระทั่งองค์ความรู้ที่ซ่อนเร้น (Tacit Knowledge) ก็ตาม และท้ายที่สุดมูลนิธิโครงการหลวงจะบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้นั่นเอง

จากการดำเนินการโครงการดังกล่าว จัดได้ว่าได้มีการจัดการความรู้ภายใต้รูปแบบของเหรียญ 3 เหรียญ อันได้แก่ เหรียญ 10 บาท ซึ่งเปรียบเสมือนองค์ความรู้ของมูลนิธิโครงการหลวงที่มีอยู่ แล้วทำการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาปรับใช้ในเวที ที่เปรียบเสมือนเหรียญ 5 บาท โดยมีองค์ความรู้ของครูในพื้นที่ที่เปรียบเสมือนตัวกลางของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ซึ่ง ครูในพื้นที่จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ คนในชุมชนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นที่มีอยู่ในตัวของคนในชุมชนเอง พร้อมอำนวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม ซึ่งกระบวนการในการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้มากหรือน้อยเพียงใด ก็ต้องขึ้นอยู่กับเหรียญที่ 3 ซึ่งก็คือเหรียญบาท ที่มีหน้าที่ในการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรตลอดจนเครื่องมือต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับครูในพื้นที่ได้นำองค์ความรู้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในการจัดการความรู้ให้กับชุมชนในลักษณะเช่นนี้ รูปแบบของการดำเนินการที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดคือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research – PAR)[2] เป็นการวิจัยในลักษณะที่มุ่งสร้างความสำนึกและความตระหนักของ กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้แก่คนในชุมชนพื้นที่สูง ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหรือองค์กร โดย ให้ชุมชนได้มีส่วนรับรู้และเรียนรู้ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ตื่นตัวถึงความจำเป็น ที่จะต้องกระทำ และพร้อมที่จะร่วมรับรู้ผลงานวิจัยนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้ เป็นการอาศัยศักยภาพ ของชุมชน และการตัดสินใจของชุมชนบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมทั้งกาย ความคิด สินทรัพย์ ทรัพยากรชุมชน กระบวนการตัดสินใจที่เป็นประชาธิปไตยอย่างมีเหตุมีผลของ กระบวนการกลุ่ม และด้วยความพึงพอใจ

จากการศึกษาการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ของคนในชุมชนพื้นที่สูง มีวิธีการในการพิจารณาปัญหาโดยใช้ภูมิปัญญาของกลุ่มบุคคลที่มีมุมมองและวิธีการวิเคราะห์ปัญหาต่างกัน โดยอาศัยความเข้าใจในคุณค่า ค่านิยม วัฒนธรรม และบรรทัดฐานในการประพฤติปฏิบัติของชาวบ้าน หรือกลุ่มเป้าหมาย อาจจะโดย วิธีการอภิปรายกลุ่ม การทัศนศึกษา การเยี่ยมชมดูงานต่างพื้นที่ การปรึกษาหารือกับ ผู้ชำนาญการ การทดสอบ การทดลอง ตลอดจนการศึกษาจากสื่อประเภทต่าง ๆ เช่น เอกสาร คน สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและวีดิทัศน์ เป็นต้น

เมื่อมีพิจารณาปัญหาจนได้ปัญหาที่ชัดเจนแล้ว การประมวลข้อมูลพื้นฐานปัญหาโดยชุมชน (Information) เป็นแนวคิดของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Development) ก็จะถูกนำมาใช้ในการสืบค้นข้อมูลพื้นฐานปัญหาที่จำเป็น เนื่องจากการพัฒนาในทุกส่วนของสังคมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นและเห็นผลของการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมได้ หากเมื่อหน่วยงานและองค์กรที่เข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาได้เปิดโอกาสให้การพัฒนาเป็นการพัฒนาที่เหมาะสมกับชุมชนและเป็นการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการ สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนโดยเข้าไปศึกษาถึงสภาพความเป็นอยู่และทรัพยากรของท้องถิ่นอย่างแท้จริงซึ่งทำได้โดยชุมชนเอง

นักพัฒนาจากหน่วยงานหรือองค์การภายนอกทำหน้าที่เข้าไปเสริมให้การสนับสนุนชุมชนจะต้องเข้าไปสัมผัสกับชุมชนอย่างเต็มตัว ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลามากพอจนเข้าถึงจิตวิญญาณของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพของชุมชนที่สามารถรับสิ่งที่จะนำเข้าไปพัฒนาชุมชนเพื่อให้ได้ผล มิใช่การเข้าไปพัฒนาตามความคิดนึกหรือการมองเห็นอย่างผิวเผินของนักพัฒนาว่าควรจะนำนวัตกรรมใดเข้าไปในชุมชนแต่ฝ่ายเดียวมิฉะนั้น การพัฒนาจะไม่ตรงกับความต้องการ สภาพชุมชน และทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่ การพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้นั้นต้องเป็นการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนในชุมชน และนำทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่มาใช้เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งของการพัฒนา การนำชุมชนหรือผู้นำชุมชนและชาวบ้านเข้ามาเป็นผู้ร่วมกระบวรการในการพัฒนาอย่างแท้จริงและเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ชุมชนถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ปัญหา ความต้องการและทิศทางในการพัฒนาชุมชน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลกลางของชุมชน จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเริ่มก่อนการพัฒนาเป็นอันดับแรก

จากแนวคิดของการมีส่วนร่วมของการพัฒนาที่เกิดจากชุมชนหรือผู้นำและชาวบ้านร่วมกับบุคคลภายนอกซึ่งเข้าไปเป็นผู้กระตุ้นและประสานงานให้กับชุมชน โดยให้ชุมชนเป็นผู้ประมวลข้อมูลพื้นฐานปัญหาโดยชุมชน คิดวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาด้วยตนเอง ด้วยการนำกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม เริ่มจากกระประมวลข้อมูลพื้นฐานปัญหาโดยชุมชน โดยกลุ่มแกนนำในหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้นำทางความคิด มีบทบาทที่สำคัญเกี่ยวข้องกับปัญหา และความต้องการการแก้ปัญหา เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเข้าใจในข้อมูล สภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อเข้ามาร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ และร่วมประเมินผล แล้วเทคนิควิธีที่ควรนำมาใช้ในการวางแผนในการแก้ปัญหา คือ เทคนิคการวิเคราะห์องค์กรแบบ SWOT เทคนิคการประชุมแบบสร้างสรรค์ (AIC) เป็นต้น

เทคนิคการวิเคราะห์องค์กรแบบ SWOT เป็นการจัดทำแผนกลยุทธ์วิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยให้องค์กรทราบถึงสถานภาพขององค์กร อันจะทำให้สามารถกำหนดเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและประสบความสำเร็จ โดยวิเคราะห์จากสภาพแวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอก 4 ประเด็น

คือ S – Strength หมายถึง จุดแข็ง องค์กรจะต้องมีการประเมินจุดแข็งของตนเอง W – Weakness หมายถึง จุดอ่อน องค์กรจะต้องมีการประเมินจุดอ่อนของตน O – Opportunity หมายถึง โอกาสหรือสิ่งที่องค์กรได้เปรียบคู่แข่ง ความดึงดูดใจและความน่าประสบความสำเร็จ T – Threat หมายถึง อุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาขององค์กร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเป้าประสงค์

ส่วน เทคนิค AIC หรือ Appreciation Influence Control[3] ซึ่งให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการมีส่วนร่วม วิธีและกระบวนการคิด การ ตัดสินใจเพื่อนำไปสู่การวางแผน การวางโครงการ การดำเนินงาน การติดตามและประเมินผล อันจะก่อให้เกิดความยั่งยืนของโครงการ และคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเจ้าของโครงการ และกิจกรรมนั้น ๆ โดยตรง

จากการดำเนินการต่าง ๆ ของโครงการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน จะเห็นว่าการดำเนินการโครงการดังกล่าว ได้มีการนำเอาแนวความคิดที่หลากหลายมาใช้ในการสังเคราะห์องค์ความรู้ของการพัฒนาพื้นที่สูงที่มีอยู่ในโครงการหลวง เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมบนพื้นที่สูง ที่มีความครอบคลุมองค์ความรู้ด้านอาชีพที่มีทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร องค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เน้นด้านระบบนิเวศของป่า ดิน และน้ำ องค์ความรู้ด้านชุมชน โดยเน้นองค์ความรู้ที่โครงการหลวงนำไปพัฒนาส่งเสริมในชุมชน และองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม ตามวิถีชีวิตและชนเผ่าหรือชุมชนที่เป็นที่ตั้งในเขตพื้นที่โครงการหลวงที่แฝงไว้ด้วยคติธรรมที่ภูมิปัญญาหรือปราชญ์ชาวบ้าน

[1] พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. การดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง. (ระบบออนไลน์) แหล่งที่มา :  httphttp://www.royalprojectthailand.com/general/project-plan/index-project-plan.htm (วันที่ 21 กันยายน 2551)

[2] ศ.ดร. อนุรักษ์  ปัญญานุวัฒน์. การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research – PAR). ระบบออนไลน์ (แหล่งที่มา) http://www.uniserv.cmu.ac.th/ (วันที่ 20 กันยายน 2551)

[3] ศ.ดร. อนุรักษ์  ปัญญานุวัฒน์. แนวความคิดเกี่ยวกับเทคนิค AIC. ระบบออนไลน์ (แหล่งที่มา) http://www.uniserv.cmu.ac.th/ (วันที่ 20 กันยายน 2551)

[1] โครงการจัดการความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน. (ระบบออนไลน์) แหล่งที่มา : http://www.uniserv.cmu.ac.th/project_km/index.html#  (วันที่ 21 กันยายน 2551)

[2] สคส. การจัดการความรู้ (Knowledge Management-KM). (ระบบออนไลน์) แหล่งที่มา :  http://www.bb.go.th/BBKM/public/aboutKM/Article/startkm.pdf (วันที่ 21 กันยายน 2551)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s