Future Research : Scenario

วันนี้เราจะมาพูดคุยกันเรื่องเกี่ยวกับ “อนาคตศาสตร์และการวิจัยอนาคต (Futurism And Futures Research)”  การศึกษาอนาคต หรือการพยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบันแต่ในการศึกษาอนาคตต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับความเชื่อถือจากวิธีการที่นำมาใช้ในการศึกษา หากว่าเป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีการแสวงหาความรู้อย่างมีระเบียบแบบแผน การศึกษานั้น ๆ ก็จะได้รับความเชื่อถือมากตามไปด้วย

เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจในความหมายของอนาคตให้ตรงกัน จึงควรทราบความหมายของอนาคต และการศึกษาที่เกี่ยวกับอนาคตศาสตร์ โดยจากการศึกษาความหมายของคำดังกล่าว พบว่ามีผู้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับ อนาคต ไว้มากมาย โดยสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

คำว่า “อนาคต” (นาตยา ปิลันธนานนท์, 2526, หน้า 57) หมายถึง ระยะเวลาที่ยังมาไม่ถึง หรืออนาคตก็ยังไม่ปรากฏอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นอนาคตจะไม่ปรากฏอยู่แม้ในอนาคต เพราะว่าอนาคต   ที่กล่าวนั้นจะปรากฏต่อเมื่อกลายเป็นปัจจุบันไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์ปุถุชนทั้งหลายต่างก็ล้วนแต่มีความต้องการที่จะมีโอกาสได้ล่วงรู้อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ดังนั้นจึงทำให้    เกิดแนวความคิดที่จะศึกษาอนาคตเกิดขึ้น

อนาคตศาสตร์ (Futurism) หรืออนาคตนิยม ซึ่งมีคำภาษาอังกฤษที่ตรงกับความหมายนี้หลายคำ ได้แก่ Futurism, Futuristic, Futures studies, Futures research, Futurology, Futurible และPrognostic เป็นต้น (นาตยา ปิลันธนานนท์, 2526, หน้า 54) แต่คำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด คือ Futurism ซึ่งจะมีความหมายที่บอกถึงแนวความคิดความเชื่อเกี่ยวกับทางเลือกอนาคตต่าง ๆ (Alternative Futures) ของกลุ่มประชากรหรือสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ลักษณะเป็นลัทธิปรัชญาสาขาหนึ่ง และอนาคตศาสตร์เชื่อว่าอนาคตเป็นเรื่องที่สามารถศึกษาได้อย่างเป็นระบบ การคิด  เกี่ยวกับอนาคตของมนุษย์มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้สร้างอนาคต จึงต้องเลือกทำอนาคตที่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น และคิดหาทางป้องกันทางเลือกที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าหากอนาคตที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นจะต้องเตรียมตัวอย่างไร จึงจะเผชิญหน้ากับมันได้อย่างมี   ประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนั้นอนาคตศาสตร์ยังเชื่อว่า การคิดถึงทางเลือกต่าง ๆ ในอนาคต ช่วยให้มนุษย์เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับอนาคต และเข้าใจสถานภาพของมนุษย์ในปัจจุบันได้ดีขึ้น การเตรียมตัวเผชิญกับอนาคตตามแนวของอนาคตศาสตร์ คือ การคิดและสร้างอนาคตเสียตั้งแต่ปัจจุบัน ดังคำที่ว่า “The Future Is Now” ดังนั้นกระบวนการของนักอนาคตศาสตร์จึงมีลักษณะเป็น “Proactive” มากกว่า “Reactive” (จุมพล พูลภัทรชีวัน , 2529, หน้า 22-23)

เอล โจเซฟ ( Earl Joseph, 1974 อ้างในนาตยา ปิลันธนานนท์, 2526, หน้า 61) ได้กล่าวถึง  สิ่งสำคัญ 2 ประเด็นที่มีผลต่อแนวความคิดของนักอนาคตศาสตร์ คือ

  1. โลกที่เราจะมีชีวิตอยู่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าสามารถสร้างขึ้นได้จากการตัดสินใจ ตั้งแต่ปัจจุบันนี้ การตัดสินใจในปัจจุบันจะไม่ทำให้โลกในอีก 5 ปี ข้างหน้ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่มันอาจเปลี่ยนแปลงโลกที่เราจะมีชีวิตอยู่ในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้าได้นับจากปัจจุบันนี้ข้อเท็จจริงนี้เป็นผลมาจากช่องว่างของเวลาระหว่างการตัดสินใจ และผลกระทบสุดท้าย
  2. หลายสิ่งหลายอย่างสามารถทำได้ใน 20 ปี มีตัวอย่างหลายประการที่สนับสนุนข้อความนี้ อย่างเช่นการเริ่มใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ใช้เวลาหลังจากที่ได้ตัดสินใจแล้วเพียง 4 ปี และการที่มนุษย์เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ก็ใช้เวลาเพียง 8 ปีเท่านั้น

ในการกำหนดเป้าหมายของอนาคตศาสตร์ นักอนาคตศาสตร์มีความเชื่อว่า อนาคตไม่ใช่เรื่องของการทำนาย อนาคตไม่ใช่เรื่องการตัดสินใจล่วงหน้า และอนาคตจะเป็นเช่นใด ย่อมได้รับอิทธิพลมาจากการเลือกของแต่ละบุคคล ซึ่งแต่ละคนจะมีวิธีการและมีเป้าหมายข้อสมมติที่แตกต่างกันไป แต่ก็มีความสัมพันธ์กันทั้งสิ้น จากความคิดเห็นดังกล่าวจึงสามารถกำหนดเป้าหมายเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการได้ 4 ข้อ (อ้างในนาตยา ปิลันธนานนท์, 2526 และนาตยา  ภัทรแสงไทย, 2525) ได้แก่

  1. ศึกษาและอธิบายแนวทางที่เป็นไปได้ (Possible Future) อนาคตประเภทนี้จะรวมถึงการสร้างภาพพจน์ หรือมโนทัศน์ต่าง ๆ เป็นการกระตุ้นและเร้าใจให้บุคคลตระหนักในอันตรายพร้อมทั้งเสนอทางเลือกให้กับประชาชน และปลูกฝังแนวความคิดต่าง ๆ ให้แก่บุคคล อนาคตประเภทนี้จะเกิดขึ้นจากวิชาการต่าง ๆ เช่น จากผลงานทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ และมานุษยวิทยา ทำให้เราเกิดจินตนาการ และรู้จักเลือกสิ่งต่าง ๆ ความสำคัญของอนาคตประเภทนี้ก็คือ การช่วยให้เราทราบถึงภูมิหลังของสิ่งต่าง ๆ และเป็นการขจัดความคิดที่เป็นอคติในเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้”
  2. ตรวจสอบแนวทางเฉพาะด้านโดยละเอียด (Probable Future) อนาคตประเภทนี้ เกี่ยวข้องกับการวางแผน การสร้างหรือเขียนโครงร่างแนวโน้มต่างๆ (Trend) ที่น่าจะเป็นไปได้ นั่นก็คือ การทำให้แนวทางต่าง ๆ เป็นรูปร่าง เห็นชัดขึ้นในทางปฏิบัติและให้คำอธิบายว่าอะไรบ้างที่อาจเป็นอย่างนั้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เกิดจากความรู้ทางประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ และการใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อพยากรณ์ เพื่อการคาดคะเนอนาคต
  3. บ่งบอกถึงวิธีการนำเอาไปใช้ (Preferable Future) อนาคตประเภทนี้ ประกอบด้วย ข้อเสนอเกี่ยวกับจินตนาการของมนุษยชาติและอนาคต เพื่อบรรลุถึงอนาคตที่ต้องการ นักอนาคตจะมุ่งปลูกฝังค่านิยมเรื่องอนาคต การรู้จักมองการณ์ไกล โดยเกิดขึ้นจากผลงานทางปรัชญา เทวศาสตร์ ข้อวิจารณ์ทางสังคม และวรรณคดีเกี่ยวกับพระศรีอาริย์ เรื่องของความนึกฝัน อนาคตประเภทนี้ช่วยให้เราได้สำนึกในเรื่องของค่านิยม เป้าหมาย และหลักการของเรา เกิดความรู้สึกมีสติ มีความรับผิดชอบ ช่วยให้ข้อสมมติของเรากระจ่างขึ้น ทำให้เรามุ่งความสนใจที่เป้าหมายและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ และข้อเสนอเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการปฏิบัติต่อไป
  4. อนาคตที่น่าจะเป็นไปได้ (Plausible Future) อนาคตประเภทนี้ เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายต่าง ๆ เกิดจากระบบต่าง ๆ ของทฤษฎี การวางแผนกิจกรรมต่าง ๆ และการวิจัยเชิงปฏิบัติ อนาคตประเภทนี้ ช่วยในการประเมินความน่าจะเป็นไปได้ต่าง ๆ การประเมินสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น และเสนอแนะยุทธศาสตร์ที่จะนำไปใช้ในสังคม

จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่า การที่เราจะพยากรณ์อนาคต หรือทำนายเหตุการณ์ ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นไม่ได้ทำนายกันได้ง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยความมีเหตุผลและมีกระบวนการ    ในการคิดตามแนวทางของวิทยาศาสตร์

จากความเชื่อพื้นฐานของนักอนาคตศาสตร์ที่ว่า อนาคตเป็นเรื่องที่สามารถทำการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากเขาเชื่อว่าความเชื่อของมนุษย์จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของมนุษย์ ประกอบกับความเชื่อที่ว่า มนุษย์จะสามารถควบคุมอนาคตได้ ความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้เกิดแนวความคิดต่าง ๆ ของอนาคตศาสตร์ขึ้น และเป็นต้นกำเนิดของการวิจัยอนาคตทั้งหมด การวิจัยอนาคตจึงหมายความว่า วิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับแนวโน้มต่าง ๆ ที่เป็นทางเลือกของเรื่องที่ศึกษาที่คาดว่าจะเป็นไปได้ (Possible) หรือน่าจะเป็นไปได้ (Probable) โดยมีจุดมุ่งหมายดังต่อไปนี้ (จุมพล พูลภัทรชีวิน, 2529, หน้า 23-24)

  1. เพื่อบรรยายอนาคตรูปแบบต่าง ๆ  ที่เป็นไปได้หรือน่าจะเป็นของกลุ่มประชากรที่ศึกษา
  2. เพื่อประเมินสถานภาพในปัจจุบันกับความรู้ต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันกับอนาคตที่เป็นไปได้แต่ละทาง
  3. เพื่อบ่งชี้ผลกระทบและผลต่อเนื่องที่เป็นไปได้ต่าง ๆ ของแต่ละอนาคต
  4. เพื่อให้สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้
  5. เพื่อเข้าใจเบื้องหลังของกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

การวิจัยอนาคตเป็นการวิจัยที่มีความแตกต่างจากการวิจัยในแบบอื่น ๆ ในเรื่องของมิติเวลา เพราะในการทำวิจัยอนาคตนั้น เราจะมุ่งเน้นที่จะทำการศึกษาปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก  10-30 ปีข้างหน้า และลักษณะที่สำคัญของการวิจัยอนาคตจะต้องมีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในประเด็นที่มุ่งเน้นในด้านที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การวางแผน การกำหนดนโยบาย ชี้ถึงทางเลือกที่เป็นไปได้หลายวิธี มีมุมมองทั้งในด้านที่ดี (Utopia) และในด้านร้าย (Dystopia) การวิจัยอนาคตที่ควรจะเป็น (Probabilistic Future) และพยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในอนาคตจะเป็นอย่างไรและมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (กฤษดา กรุดทอง, 1987)

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างหนึ่งว่า คนเรารู้จักธรรมชาติของอนาคตและรู้จักควบคุมหรือผลักดันอนาคตให้เป็นไปตามที่เราต้องการ แนวคิดดังกล่าวนี้เรียกว่า “อนาคตศาสตร์” หรือ “อนาคตวิทยา” (Futurism) ซึ่งเป็นวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ที่จะศึกษาความเป็นไป แนวโน้มและทางเลือกที่บังเกิดขึ้นในอนาคต แนวคิดนี้เป็นทั้งแขนงวิชา (Area of Study) และเรื่องที่ผู้คนกังวลและสงสัยกันมาก หลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์มีอยู่หลายรูปแบบ (ชิรวัฒน์ นิจเนตร, 2525, หน้า 32-36) เช่น การสร้างแนวความคิดเรื่องอนาคตที่อาจเป็นไปได้ การศึกษาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น และการนำเอาทางเลือกบางอย่างไปใช้เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์ตระหนักถึงภัยอันตราย  บางอย่าง และหาทางป้องกันหรือแก้ไขไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น บ่อยครั้งที่มีการประยุกต์ใช้ศาสตร์แห่งอนาคตกับเรื่องเฉพาะด้าน เช่น อนาคตศาสตร์ทางการศึกษา (Educational Futurism)

อนาคตศาสตร์ทางการศึกษา (Educational Futurism)

ความสนใจเรื่องการทำนายและควบคุมอนาคตนี้เริ่มมีตั้งแต่ทศวรรษ 1960 แต่เพิ่งจะ แพร่หลายและจริงจังหลังจากที่ ออวิน ทอฟเลอร์ (Alvin Toffler) ได้เขียนหนังสือเรื่อง “Future Shock” ออกจำหน่ายในปี 1970 ทอฟเลอร์ ได้ชี้ให้เห็นว่า สังคมมนุษย์ก้าวไปสู่อนาคตที่รวดเร็วเกินไป ทอฟเลอร์จึงได้เสนอแนวทางสำหรับสังคมในอนาคตที่จะต้องเผชิญกับภาวการณ์แนะแนววิกฤติการณ์ (Crisis Counseling) การควบคุมเทคโนโลยีไปจนถึงการใช้อนาคตวิทยาทางสังคม (Social Futurism) แต่สิ่งสำคัญ คือ ความสามารถของระบบโรงเรียนและการศึกษาตลอดชีวิต

อนาคตศาสตร์การศึกษาเป็นเนื้อหาเฉพาะด้านของอนาคตศาสตร์ อุบัติขึ้นและพัฒนาไปตามแบบแผนเดียวกับอนาคตศาสตร์โดยทั่วไป     แต่จะมีเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เช่น รูปแบบหรือลักษณะโรงเรียนในอนาคต วิธีการศึกษาอนาคต ผลกระทบของอนาคตต่อการศึกษา ความจำเป็นที่จะต้องมีนวัตกรรมทางการศึกษาบางประเภท เป้าหมายของการศึกษาในอนาคต นโยบายทางการศึกษา ความต้องการทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป เนื้อหาและการจัดการหลักสูตร วิชาชีพของบุคลากรทางการศึกษา สมรรถภาพของระบบโรงเรียน การคลังของโรงเรียน เป็นต้น  ผลจากการศึกษาค้นคว้าของนักอนาคตศาสตร์การศึกษานั้น ปรากฏว่ามีทั้งสาระที่แตกต่างกันและสอดคล้องต้องกัน แต่ทุกคนเห็นว่าอนาคตของการศึกษาจะต้องมีลักษณะที่แตกต่างจากปัจจุบัน เป็นอันมาก ข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ของนักอนาคตศาสตร์ทางการศึกษามีอยู่มากมายหลายประเด็น (Hack, Walter G. อ้างใน ชิรวัฒน์ นิจเนตร, 2525, หน้า 32-36) ดังต่อไปนี้

ในด้านเป้าประสงค์ของระบบการศึกษานั้น กล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่ยังเป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่ผ่าน ๆ มา แต่มีส่วนเพิ่มในแง่ที่ว่าระบบการศึกษาต้องชี้นำให้มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Mutual Interdependency) ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมที่เปราะบางและทรัพยากรที่ร่อยหรอลงเนื่องจากแรงผลักดันทางเทคโนโลยีสมัยใหม่

ในด้านโปรแกรมการศึกษาต่าง ๆ จะมุ่งไปที่เอกัตบุคคลมากขึ้น มีลักษณะเปิดกว้างกว่าเดิม และต้องอาศัยสถาบันต่าง ๆ เทคโนโลยีและทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในสังคมอย่างกว้างขวาง

การจัดองค์กรของโรงเรียน หรือหน่วยงานที่จะร่วมมือกับโรงเรียนในอนาคตจะไม่มีลักษณะแบบราชการ แต่จะมีลักษณะการจำแนกแยกย่อยไปตามโปรแกรมต่าง ๆ รวมทั้งมีการใช้ระบบข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น ระบบการควบคุมสั่งงาน ของสถาบันทางการศึกษา จะกระจายออกไปกว้างขวางกว่าเดิม กลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านการศึกษามากขึ้น บทบาทและโครงสร้างในการควบคุมงานก็จะเปลี่ยนแปลงไป

ในด้านผู้บริหารหน่วยงานการศึกษา จะมีบทบาทใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น หน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมาย ทั้งนี้เพราะนโยบายที่เกี่ยวกับการศึกษาจะต้องมีความสามารถและความรอบรู้ ต้องช่วยให้คณะทำงานของตนเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของระบบการศึกษา และการจัดองค์กรทางการศึกษาได้อย่างดี

เทคนิคการพยากรณ์

การศึกษาวิธีการพยากรณ์ ได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อปี ค.ศ. 1907 โดย เอส. โคลอม    กิลฟิลแลม (S. Colum Gilfillam) เป็นบุคคลแรกที่พยายามให้ความหมายสิ่งที่เราเรียกว่า การพยากรณ์เชิงสำรวจ และเป็นบรรทัดฐาน ต่อมาในปี ค.ศ. 1944  ออสซิพ  เฟรชเชียม (Ossip Flechtheim) ได้กำหนดคำว่า “Futrology” ขึ้น เพื่อใช้อธิบายการศึกษาอนาคตในเชิงวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม วิชาอนาคตศาสตร์ก็ยังไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์เท่าใดนัก จนกระทั่งเข้าสู่ปี ค.ศ. 1960 การวิจัยอนาคตเริ่มมีเทคนิคพยากรณ์ที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีความชัดเจนมากขึ้น (นาตยา ปิลันธนานันท์, 2526, หน้า 125) ซึ่งได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและวางแผน สำหรับเทคนิคการพยากรณ์นั้น โจเซฟ อี.ซี.  (Joseph E.C.,1974 อ้างในวิโรจน์ สารรัตนะ, 2532, หน้า 11-12 และนาตยา ปิลันธนานันท์, 2526, หน้า 132)ได้จำแนกหลักการพื้นฐานไว้ 3 ลักษณะได้แก่

  1. Slide9การพยากรณ์เชิงสำรวจ (Exploratory Forecasting) เป็นการพยากรณ์ที่อาศัยปรากฏการณ์ ในอดีตและปัจจุบันเป็นแนวโน้มที่บอกถึงอนาคตที่เป็นไปได้ โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับอนาคตที่เป็นไปได้ (Probable Future) และโอกาสที่จะเป็นไปได้ (Plausible Future)
  2. การพยากรณ์เชิงปทัสถาน (Normative Forecasting) เป็นการพยากรณ์ที่เริ่มต้นจาก เป้าหมาย (Goal) ในอนาคตที่พึงปรารถนาไว้ก่อน แล้วจึงสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้ ที่จะให้เกิดผลตามเป้าหมายที่พึงปรารถนาที่กำหนดได้หรือให้ความสนใจเกี่ยวกับอนาคตที่น่าจะเลือก (Preferable Future)
  3. การพยากรณ์ที่อาศัยรูปแบบหรือแบบจำลอง (Forecasting Modeling หรือ Forecasting Simulation) โดยอาศัยกฎเกณฑ์ธรรมชาติมาเป็นแนวทางในการพยากรณ์ เช่น กฎ ธรรมชาติทางกายภาพ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำมาเป็นรูปแบบหรือแบบจำลองที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างของอนาคตที่จะพยากรณ์

Slide10จากหลักการพื้นฐานจึงทำให้มีวิธีการหรือเทคนิคการวิจัยอนาคตแบบต่าง ๆ ขึ้นซึ่งโจเซฟ อี.ซี. (Joseph E.C., 1974 อ้างในวิโรจน์ สารรัตนะ, 2532, หน้า 14-15 และนาตยา ปิลันธนานันท์, 2526, หน้า 133-158) จำแนกได้ 18 วิธี คือ

  1. เทคนิคการพยากรณ์เชิงสำรวจแนวโน้ม (Trend Exploratory Forecasting) เป็นการสำรวจเรื่องราวในอดีต เพื่อแสวงหาแนวทางที่สืบเนื่องมาสู่ปัจจุบันและสู่อนาคตโดยเชื่อว่าแนวโน้มของสิ่งต่างๆ เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องกันไป
  2. เทคนิคการพยากรณ์แบบเดลฟาย (Delphi Forecasting) เป็นการศึกษาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคาดหวังเรื่องอนาคตจากบุคคลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง
  3. เทคนิคการพยากรณ์แบบเมตริกซ์ (Matrix Forecasting) หรือที่เรียกว่าการวิเคราะห์ผลกระทบไขว้ เป็นเทคนิคที่แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ อาจมีผลกระทบต่อกันและกันได้อย่างไร ใช้เป็นวิถีทางสำหรับพิจารณาว่าแรงผลักดันต่าง ๆ ล้วนมีส่วนในการสร้างอนาคตอย่างไร ซึ่งเป็นการแยกแยะอนาคตที่มีความซับซ้อนเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ โดยแต่ละองค์ประกอบย่อยมีอิสระออกจากกัน ให้มีการเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน เช่น ในด้านประสิทธิผล การลงทุน และผลที่ได้ ความเป็นไปและความต้องการ
  4. เทคนิคการพยากรณ์แบบวงล้ออนาคต (Futures Wheel Forecasting) เป็นเทคนิคการประเมินความคงที่ภายในของการพยากรณ์แนวโน้ม โดยเริ่มปัญหาที่ศูนย์กลางแล้วจากปัญหานี้จะทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ เชื่อมโยงออกไป
  5. เทคนิคการพยากรณ์สถานการณ์จำลอง (Simulation Forecasting) เป็นการสร้างอนาคตจำลอง และใช้พยากรณ์ความเป็นไปได้ของอนาคต มักจะใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออาจจะอยู่ในโมเดลและเกม ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักการศึกษา นักธุรกิจ และนักปกครอง
  6. เทคนิคการพยากรณ์แบบภาพอนาคต (Scenario Forecasting) เป็นเทคนิคที่ใช้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคต เป็นแนวทางในการแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับอนาคตที่เป็นไปได้ และกระบวนการสร้างภาพทำให้ผู้เขียนหรือผู้อ่านได้แนวทางในการตรวจสอบอนาคตและการตัดสินใจในแนวทางต่าง ๆ
  7. เทคนิคการพยากรณ์แบบแขนงต้นไม้สัมพันธ์และแผนที่บริบท (Relevance Tree and Contextual Map Forecasting) เป็นวิธีการพยากรณ์ที่มุ่งเป้าหมายเป็นหลัก โดยมีทางเลือกต่าง ๆ เป็นแนวทางเพื่อไปสู่เป้าหมายอนาคตที่ตั้งใจไว้ เทคนิคนี้เป็นการวางแผนว่าเราจะไปสู่อนาคต หรือหลีกเลี่ยงอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างไร และเป็นเครื่องมือสำหรับการกำหนดข้อจำกัด และการตัดสินใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอนาคตที่ตกลงไว้
  8. เทคนิคการระบุค่าใช้จ่าย และวิธีการปฏิบัติสำหรับการแก้ปัญหา (Cost – Benefit Analysis) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณาเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ในการประเมินผล การอธิบาย ทางเลือกต่าง ๆ การระบุค่าใช้จ่ายและวิธีการปฏิบัติสำหรับการแก้ปัญหาแต่ละทาง เป็นต้น เพื่อให้ ผู้ที่มีหน้าที่ต้องตัดสินใจ สามารถเลือกแนวทางการปฏิบัติระหว่างโปรแกรมและนโยบายอย่างเต็มที่และมีความหมาย
  9. การวิเคราะห์ระบบ (Systems Analysis) วิธีการนี้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่านักวางแผนมักเกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องของระบบ และภายในระบบย่อมประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ระบบอาจหมายถึง กลุ่มของสิ่งต่าง ๆ ผู้ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ระบบจะช่วยผู้ที่ทำหน้าที่ในการตัดสินใจได้เลือกแนวทางในการปฏิบัติ โดยการเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ประสิทธิผล และความเสี่ยงของการปฏิบัติ แต่ละทาง
  10. การทำนายและการวางแผนอย่างเป็นระบบ (Technology Assessment) เป็นวิธีการอธิบายถึงค่าใช้จ่ายและผลที่ได้ของเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเน้นการพิจารณาสภาพแวดล้อมและสังคมที่มีต่อโปรแกรม หรือผลิตผลที่ต้องการศึกษา
  11. การวิจัยดำเนินการ (Operations Research) เป็นวิธีการที่นำเอาวิธีการและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหา ซึ่งในปัจจุบันได้ใช้ในการศึกษาด้านการทหาร อุตสาหกรรม การวางแผนโรงพยาบาล และด้านการปกครอง เป็นต้น
  12. เทคนิคการพยากรณ์แบบวิเคราะห์ของมอนติคาร์โล (Monte Carlo Analysis Forecasting) เป็นวิธีการที่เน้นกระบวนการทางสถิติเพื่อการวิจัยในสิ่งที่สัมพันธ์กับความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ได้จัดลำดับก่อนหลังไว้แล้ว
  13. เทคนิคการพยากรณ์แบบ Morphological (Morphological Forecasting) เป็นวิธีการที่ผสมผสานเอาวิธีการแบบ การพยากรณ์เชิงสำรวจ (Exploratory Forecasting) การพยากรณ์เชิงปทัสถาน (Normative Forecasting) และการพยากรณ์ที่อาศัยรูปแบบหรือแบบจำลอง (Forecasting Modeling หรือ Forecasting Simulation) มาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาปัจจุบันหรืออนาคตหรือโอกาสต่าง ๆ โดยมีความมุ่งหมายที่จะพิจารณา และสร้างแนวทางแก้ปัญหาเพื่อจะนำมาใช้เป็น เป้าหมาย
  14. เทคนิคการพยากรณ์แบบทางเลือก (Alternative Futures) อนาคตที่น่าเป็นไปได้จะแตกต่างไปจากอนาคตที่วางโครงร่างไว้ และความแตกต่างไปจากแนวโน้มในปัจจุบันจำเป็นต้องมีการใช้เทคนิคที่เป็นระบบ พิจารณาและเลือกแนวทางแห่งอนาคตต่าง ๆ
  15. เทคนิคการพยากรณ์เชิงสถิติของเบเชี่ยน (Bayesian Statistical Forecasting) เป็นวิธีการที่เป็นระบบที่ใช้สำหรับการอ้างเหตุผลทางสถิติเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอน และการตัดสินใจในสิ่งที่ไม่แน่ใจ
  16. เทคนิคการพยากรณ์แบบอาศัยพลังขับ (Force Analysis Forecasting) แรงผลักดันอาจจะเป็นเหตุการณ์ ความกดดัน ปัญหา ประชากร โอกาส เทคโนโลยี ปฏิกิริยาทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงจะได้รับการพิจารณาวิเคราะห์ และพยากรณ์ว่าอนาคตของสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อสิ่งที่เรากำลังสำรวจหรือไม่
  17. เทคนิคการพยากรณ์แบบลูกโซ่สัมพันธ์ของมาสคอฟ (Maskov Chain Forecasting) การวิเคราะห์กฎเกณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีความเป็นไปได้ และเป็นกระบวนการที่ใช้รูปแบบของการจัดลำดับทางคณิตศาสตร์ โดยใช้หลักทางคณิตศาสตร์มาอธิบายกระบวนการต่าง ๆ ว่ามีการเคลื่อนไหวที่เป็นลำดับขั้นตอนอย่างไร และใช้สำหรับวิเคราะห์เหตุการณ์หรือแนวโน้มปัจจุบันเพื่อความมุ่งหมายที่จะพยากรณ์หรือคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต
  18. เทคนิคพยากรณ์แบบสิ่งบอกเหตุ (Precursor Forecasting) เป็นการมองสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงปัญหา และโอกาสที่จำเป็นต่อผู้พยากรณ์ ที่จะพิจารณาเรื่องเฉพาะด้าน เช่น การศึกษา ซึ่งจะพิจารณาว่า “อะไรจะเกิดขึ้นได้ ถ้า…..” เป็นการค้นหาส่วนหนึ่งของอนาคตซึ่งจะได้รับการควบคุม

เทคนิคการพยากรณ์ดังกล่าวข้างต้น ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ การจัดการ  การบริหารเพื่อใช้พยากรณ์แนวโน้มหรือทางเลือกอนาคต การประเมินคุณค่า การคาดการณ์ การเสนอแนะ การวางแผนและการกำหนดนโยบาย การควบคุมโดยการจัดเตรียมแผน และข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (นาตยา ปิลันธนานันท์, 2526, หน้า 158-159)

นอกจากเทคนิคการพยากรณ์ทั้ง 18 วิธีที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในปี ค.ศ. 1980 โรเบิร์ต บี แท็กซ์เตอร์ (Robert B. Textor, 1980) ได้คิดค้นการวิจัยอีเอฟอาร์ หรือ Ethnographic Futures Research: EFR ซึ่งหมายถึง การวิจัยเพื่อศึกษาหรือคาดการณ์ถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในอนาคต และต่อมาจุมพล พูลภัทรชีวิน ก็ได้พัฒนาเทคนิคการวิจัยแบบอีดีเอฟอาร์ หรือ Ethnographic Delphi Futures Research: EDFR โดยใช้เทคนิคเดลฟายและการวิจัยอนาคต  อีเอฟอาร์ มาผสมผสานกัน ซึ่งเทคนิคนี้เป็นเทคนิคการวิจัยที่ตอบสนองจุดมุ่งหมายและความเชื่อพื้นฐานของการวิจัยอนาคต (จุมพล พูนภัทรชีวิน, 2530, หน้า 48)

เทคนิคการสร้างภาพอนาคต (Scenario)

เทคนิคการสร้างภาพอนาคตเป็นเทคนิคการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคต เป็นแนวทางในการแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับอนาคตที่เป็นไปได้ และกระบวนการสร้างภาพอนาคต จะทำให้ได้แนวทางในการตรวจสอบอนาคต และการตัดสินใจในแนวทางต่าง ๆ  โดยเขียนเป็นเรื่องราว และเนื้อหาจะกล่าวถึงว่าเราจะก้าวจากปัจจุบันไปสู่อนาคตได้อย่างไร (นาตยา ปิลันธนานนท์, 2526, หน้า 148-149)  จะมีประโยชน์มากสำหรับ

  1. การสื่อสารอนาคตที่เป็นไปได้ ซึ่งสามารถทำให้ผู้ที่มิใช่ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการ สามารถทำความเข้าใจได้โดยง่าย เพราะไม่มีการพรรณนาด้วยตาราง หรือกราฟเป็นต้น
  2. การสำรวจและอภิปรายทางเลือกต่าง ๆ
  3. การสร้างสรรค์ทางเลือกนั้น ๆ เป็นทางที่เป็นไปได้ เช่น นวัตกรรม และจินตนาการ
  4. การสำรวจผลในอนาคตจากนโยบายทางสังคม และเทคโนโลยีปัจจุบัน
  5. การเสนอแนะอนาคตเฉพาะอย่าง
  6. การพยากรณ์เกี่ยวกับตัวเอง

เทคนิคการสร้างภาพอนาคต เป็นแบบแผนหนึ่งของวิจัยอนาคต พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1950 (Wilson, 1978) โดย เฮอร์แมน คาน (Herman Kahn) ซึ่งได้ให้ คำนิยามของเทคนิคการสร้างภาพอนาคตไว้ว่า “เป็นการสร้างลำดับเหตุการณ์เชิงสมมติฐาน เพื่อจุดมุ่งหมายในการเน้นความสนใจไปที่กระบวนการที่เป็นสาเหตุและจุดตัดสินใจ” การสร้างภาพอนาคต (Scenario) แบ่งได้เป็น 2 ประเภทที่สำคัญ (วาสนา ประวาลพฤกษ์, 2544, หน้า 60-65) คือ

  1. การสร้างภาพอนาคตเพื่อการพัฒนา (Developmental Scenario) จัดทำขึ้นในปัจจุบันโดยการใช้สารสนเทศ จินตนาการ ตรรกศาสตร์ เพื่อสนองแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ในอนาคต
  2. การสร้างภาพอนาคตตามเป้าหมาย (Goal-Based Scenario) ทำโดยการกำหนดเป้าหมายไว้ก่อนแล้วเสนอโอกาส หรือวิธีการที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น

การสร้างภาพอนาคตทั้ง 2 ประเภท จะช่วยในการวางแผน การตัดสินใจ และการพยากรณ์อนาคต ซึ่งในที่นี้เน้นกระบวนการที่จะนำไปสู่การดำเนินการที่เหมาะสมในอนาคตที่เป็นไปได้  จริง ๆ  การกล่าวถึงอนาคตอย่างเลื่อนลอยไม่นับว่าเป็นการสร้างภาพอนาคต ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าคุณภาพของการสร้างภาพอนาคตจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลและข้อเสนอแนะของผู้เขียน โดยที่การสร้างภาพอนาคตจะมีลักษณะที่สำคัญดังต่อไปนี้

  1. เป็นข้อสมมติฐานของเหตุการณ์ในอนาคต (Hypothetical) แนะทางเลือกที่น่าเป็นไปได้ในอนาคต
  2. เป็นเพียงภาพร่าง (Sketch) ของอนาคตที่เป็นไปได้ ที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่
  3. เป็นภาพรวม (Holistic) ของสถานการณ์ที่เป็นไปได้ในอนาคต หรือแนวโน้มของปรากฏการณ์ตามเงื่อนไขทางเลือกอนาคตแบบต่าง ๆ

การสร้างภาพอนาคต เป็นการพยายามที่จะวิเคราะห์แนวโน้มของเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ในลักษณะภาพรวม ซึ่งกลวิธีนี้ใช้ในการพยากรณ์ หรือวางแผนอนาคต เป็นการเน้นถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลสำหรับแต่ละแนวโน้มที่ศึกษา การใช้กลวิธีนี้จะทำให้ได้แนวทางสำหรับอนาคตหลายแนว นอกจากนั้นการเน้นผลที่อาจเป็นไปได้ทั้งหมดทั้งปวงจะครอบคลุมทางเลือกที่อาจมองข้ามไปถ้าใช้วิธีการอื่น ๆ การสร้างภาพอนาคตมีประโยชน์ในการแสวงหาแนวทางอนาคตเกี่ยวกับสังคม เจตคติ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับค่านิยม เป็นต้น แม้ว่าการสร้างภาพอนาคต จะไม่มีหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ก็มีนักวิจัยหลายท่านได้นำเสนอขั้นตอนในการสร้างภาพอนาคตไว้หลายรูปแบบ ดังนี้

เบลล์และเจมส์ (Belle and James,1995) ได้เสนอขั้นตอนของการสร้างภาพอนาคตไว้ 8 ขั้นตอน ดังนี้

  1. กำหนดขอบเขตของสิ่งที่จะศึกษา
  2. กำหนดขอบเขตของเวลาที่จะสร้างภาพอนาคต โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 5-10 ปี
  3. เก็บรวบรวมข้อมูลที่มีผลกระทบต่อขอบเขตของสิ่งที่จะศึกษาโดยใช้ยุทธวิธีในการวางแผน เช่น การวิเคราะห์แนวโน้ม โดยสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญ กลวิธีเดลฟาย วงล้ออนาคต การวิเคราะห์ ผลกระทบไขว้ ค้นคว้าจากเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ เป็นต้น
  4. บรรยายองค์ประกอบภายใน ของขอบเขตของสิ่งที่สนใจถึงความเป็นไปได้ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ขององค์ประกอบที่สามารถบรรลุผลตามเป้าหมายที่ต้องการ
  5. กำหนดความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ หรือสิ่งที่เกิดขึ้น อุปสรรคและผู้ที่เกี่ยวข้อง
  6. สร้างภาพอนาคตที่เกิดจากข้อมูลที่รวบรวมได้จากข้อ 3 – 5 ซึ่งสร้างในภาพอนาคตนี้จะต้องพิจารณาถึงแนวโน้มและความเป็นไปได้ของอนาคต
  7. การสร้างภาพอนาคตขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ภายนอก เช่น ภาพอนาคตที่ได้เหมาะกับข้อมูลหรือไม่ ข้อตกลงมีความเป็นจริงและเที่ยงตรงเพียงใด
  8. นำภาพอนาคตที่ได้ไปใช้แนะแนวทางในการวางแผน และชี้ทิศทางของอนาคต

นอกจากนี้ วิลสัน (Wilson, 1978) ได้พัฒนาขั้นตอนของการสร้างภาพอนาคตเป็น   3  ขั้นตอน ดังนี้

  1. Slide21การพยากรณ์การเกิดเหตุการณ์ในแต่ละด้าน ในขั้นตอนแรกนี้จะต้องทำการรวบรวมข้อมูลที่เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์แนวโน้มของอนาคตในส่วนต่าง ๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจสังคม กฎระเบียบต่าง ๆ การเมือง เทคโนโลยี การเงิน เป็นต้น
  2. การวิเคราะห์ผลกระทบไขว้ หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ วิธีการนี้จะประมาณความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่มีต่อเหตุการณ์อื่น ๆ ด้วย โดยนำแนวโน้มที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 มา สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ เห็นความเชื่อมโยง ระหว่างเหตุการณ์อย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยใช้การประมาณค่าความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ และความน่าจะเป็นของเหตุการณ์หนึ่ง ๆ  เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งแล้ว จากการวิเคราะห์จะให้ภาพอนาคตของผลกระทบแต่ละเหตุการณ์พร้อมด้วยค่าความน่าจะเป็น ดังแผนภาพ

ในการวิเคราะห์ข้อมูล จะทำการวิเคราะห์โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความน่าจะเป็นของแนวโน้มบนแนวตั้งและแนวนอน ดังต่อไปนี้ถ้าหากแนวโน้มบนแนวนอนเกิดขึ้นได้มากก็จะให้เครื่องหมาย (+2) ถ้าน่าจะSlide22เกิดขึ้นได้ให้เครื่องหมาย (+1) ถ้าไม่น่าจะเกิดขึ้นให้เครื่องหมาย (-1) ถ้าไม่น่าจะเกิดขึ้นมากก็ให้เครื่องหมาย   (-2) และหากไม่สามารถกำหนดทิศทางของแนวโน้มได้หรือไม่แน่ใจใช้ (0) ดังแสดงในตัวอย่าง ต่อไปนี้

จากตารางแสดงให้เห็นว่า การอบรมคณาจารย์เรื่อง CAI จะช่วยสนับสนุนให้อาจารย์มีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง จะมีการเพิ่มงบประมาณซื้อคอมพิวเตอร์มากขึ้น และจะมีการรับบุคลากรทางคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น

การสนับสนุนให้อาจารย์มีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง จะทำให้การอบรมเรื่อง CAI เกิดได้มากและมีการรับบุคลากรเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ทำให้มีการเพิ่มงบประมาณซื้อคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น การเพิ่มงบประมาณซื้อคอมพิวเตอร์มากขึ้นจะทำให้คณาจารย์มีการอบรมเรื่อง CAI และรับบุคลากรเพิ่มมากขึ้น แต่จะไม่ช่วยสนับสนุนให้คณาจารย์มีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง ส่วนการรับบุคลากรทางคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น จะทำให้มีการเพิ่มงบประมาณในการซื้อคอมพิวเตอร์มากขึ้น และมีการสนับสนุนให้อาจารย์มีคอมพิวเตอร์เป็นของตนเองและมีการอบรมเรื่อง CAI มากขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์ของแนวโน้มที่ได้ก็จะนำมาเขียนภาพอนาคตในขั้นตอนต่อไป

  1. การเขียนภาพอนาคต ภาพอนาคตที่ได้อาจแสดงในรูปของการบรรยาย หรือแผนภาพอนาคตก็ได้

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการสร้างภาพอนาคต (Scenario Planning Workshop) โดยใช้เทคนิควิธีการอย่างเป็นระบบ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การใช้ความรู้ ประสบการณ์ จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ร่วมกันของผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งถือเป็นการวางแผนกลยุทธ์แบบใหม่

การสร้างภาพอนาคตทำให้ได้เรื่องราวชุดหนึ่ง เป็นข้อมูลสำหรับการวางกลยุทธ์ เพื่อ    รับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นตามภาพอนาคต ซึ่งจะช่วยลดอัตราเสี่ยง และเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับหน่วยงาน หลักการและขั้นตอนทั่วไปในการสร้างภาพอนาคต มีดังนี้

  • ขั้นที่ 1 ระบุหัวข้อ หรือคำถามสำคัญ (Key Question) วัตถุประสงค์ ระยะเวลา วิธีการดำเนินการ
  • ขั้นที่ 2 วิเคราะห์ประเด็นสำคัญ (Key Issues) ระบุประเด็นหรือเหตุการณ์สำคัญในปัจจุบันที่คิดว่ามีอิทธิพลต่อเรื่องที่ศึกษาตามที่ระบุไว้ในขั้นที่ 1
  • ขั้นที่ 3 ระบุแรงผลักดัน (Driving Forces) ต้องระบุแรงผลักดันปัจจัยที่คาดว่ามีผลสูงต่อเรื่องที่ศึกษาและมีแนวโน้มว่าจะเกิดสูงมาก
  • ขั้นที่ 4 ระบุสิ่งที่ไม่แน่นอนในอนาคต (Uncertainties) ระบุเหตุการณ์หรือปัจจัยที่หากเกิดขึ้นจะสร้างผลกระทบอย่างสูงต่อสิ่งที่ศึกษา (ทั้งทางบวกและทางลบ)
  • ขั้นที่ 5 จัดลำดับความไม่แน่นอน คือ การจัดลำดับความไม่แน่นอนตามลำดับความไม่แน่นอน (สูง ปานกลาง ต่ำ) และระดับของผลกระทบ (สูง ปานกลาง ต่ำ)
  • ขั้นที่ 6 เลือกตรรกะของภาพอนาคต
  • ขั้นที่ 7 การพัฒนาภาพอนาคต เป็นการบรรยายภาพอนาคตที่ได้จากตรรกะในข้อที่ 6
  • ขั้นที่ 8 การประเมินความชัดเจนและความเป็นเหตุเป็นผลของภาพอนาคต
  • ขั้นที่ 9 การประเมินนัยความหมายของภาพอนาคตเพื่อวางแผนยุทธศาสตร์

จากขั้นตอนต่าง ๆ ของการสร้างภาพอนาคตที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วนั้นจะเห็นได้ว่า การที่จะสร้างภาพอนาคตขึ้นมาได้นั้นจะต้องอาศัยเทคนิคการพยากรณ์ หรือการทำนายแนวโน้มก่อนโดยการที่จะทำนายแนวโน้มได้นั้นจำเป็นจะต้องใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อใช้ในการทำนายแนวโน้มในอนาคตออกมาก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้จากการทำนายแนวโน้มนั้นไปทำการเขียนเป็นภาพอนาคต ซึ่งเทคนิควิธีที่ใช้ในการทำนายแนวโน้มในอนาคตนั้นมีหลากหลายวิธี เช่น การวิเคราะห์แนวโน้ม โดยสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญ กลวิธีเดลฟาย วงล้ออนาคต ค้นคว้าจากเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ เป็นต้น แต่ในการนำเสนอในครั้งนี้ ผู้เขียนเลือกใช้เทคนิควิธีการวิจัยแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคนิคการวิจัย 2 วิธี มาผสมผสานกัน คือ เทคนิคการวิจัยแบบ EFR กับการวิจัยแบบเดลฟาย ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้วในหัวข้อก่อนหน้านี้ การทำวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) นั้นเป็นการรวมจุดเด่นของเทคนิค EFR และเทคนิคเดลฟาย เพื่อเป็นการแก้ไขจุดอ่อนของแต่ละวิธี ทำให้มีการยืดหยุ่นเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้แนวโน้มที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ผู้เขียนจึงเลือกใช้เทคนิควิธีการวิจัยแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) ในการพยากรณ์แนวโน้ม โดยรายละเอียดของเทคนิควิจัยแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR)  มีดังต่อไปนี้

เทคนิคการวิจัยแบบอีดีเอฟอาร์ (Ethnographic Delphi Future Research: EDFR)

เทคนิคการวิจัยแบบ EDFR เป็นเทคนิคการวิจัยอนาคตที่ตอบสนองจุดมุ่งหมายและความเชื่อพื้นฐานของการวิจัยอนาคตมากที่สุดวิธีหนึ่งในปัจจุบัน (จุมพล พูลภัทรชีวิน, 2530, หน้า34-35) โดยหลักการแล้วเทคนิค EDFR เป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิค EFR กับเดลฟายเข้าด้วยกัน ขั้นตอนต่าง ๆ ของ EDFR จะมีความคล้ายคลึงกับวิธีของ เดลฟาย เพียงแต่มีการปรับปรุงวิธีให้มีความยืดหยุ่นและมีความเหมาะสมมากขึ้น โดยในรอบแรกของการวิจัยจะใช้การสัมภาษณ์แบบ EFR ที่ปรับปรุงแล้ว หลังจากสัมภาษณ์ในรอบแรก ผู้เขียนจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และสร้างเป็นเครื่องมือ ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแบบสอบถามแล้วส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตอบตามรูปแบบของเดลฟาย เพื่อเป็นการกรองความคิดของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาฉันทามติ ซึ่งมักจะทำ 2-3 รอบ หลังจากนั้นจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวโน้มที่มีความเป็นไปได้มาก และมีความสอดคล้องทางความคิดเห็นระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเขียนสรุปเป็น ภาพอนาคต (Scenario)

สรุปขั้นตอนของการวิจัยแบบ EDFR

  1. กำหนดและเตรียมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ขั้นนี้นับว่าสำคัญและจำเป็นมาก เพราะถ้าได้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ จะทำให้ผลการวิจัยน่าเชื่อถือมากขึ้น ผู้เขียนต้องติดตามกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเป็นการส่วนตัว อธิบายจุดมุ่งหมายขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิจัย เวลาที่ใช้โดยประมาณ และประโยชน์ของการวิจัย ย้ำถึงความจำเป็นและความสำคัญของการใช้ผู้เชี่ยวชาญ แล้วจึงขอความร่วมมือ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือก็จำเป็นต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ต่อไป ถ้าได้รับความร่วมมือก็ขอนัดวันเวลาสำหรับสัมภาษณ์ การเตรียมผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว นอกจากทำให้มั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญได้มีเวลาเตรียมตัว เตรียมข้อมูล จัดระบบข้อมูลและคิดล่วงหน้า ช่วยให้ผู้เขียนได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
  2. การสัมภาษณ์ (EDFR รอบที่ 1) การสัมภาษณ์มีลักษณะและขั้นตอนคล้ายกับเทคนิค EFR แต่ EDFR มีความยืดหยุ่นมากกว่า กล่าวคือผู้เขียนสามารถที่จะเลือกรูปแบบการสัมภาษณ์ที่จะตอบสนองต่อจุดมุ่งหมาย เวลา งบประมาณ และสถานการณ์ของการวิจัยได้ คือ อาจยึดตาม รูปแบบของ EFR โดยเริ่มจากอนาคตภาพในทางที่ดี ภาพทางร้าย และภาพที่น่าเป็นไปได้มากที่สุด ตามลำดับ หรืออาจเลือกสัมภาษณ์เฉพาะแนวโน้มที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเป็นไปได้และน่าจะเป็น โดยไม่คำนึงถึงแนวโน้มเหล่านั้นจะเป็นไปในทางดีหรือร้าย เพราะในการทำ EDFR รอบที่ 2 และรอบที่ 3 ถ้าผู้เขียนสนใจจะแยกศึกษาภาพทั้ง 3 ภาพ ตามแบบ EFR ผู้เขียนสามารถทำได้โดยออกแบบ แบบสอบถามที่จะช่วยให้ได้อนาคตภาพทั้ง 3 ภาพอย่างเป็นระบบ
  3. วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อสร้างเครื่องมือสำหรับทำเดลฟาย
  4. สร้างเครื่องมือ
  5. ทำเดลฟาย (EDFR รอบที่ 2,3,….)
  6. เขียนแนวโน้มของสถานการณ์ที่ศึกษา

Slide29

การนำเอาเทคนิควิธีการวิจัยอนาคต หรือการนำเทคนิคการสร้างภาพอนาคตมาใช้กับการวางแผนยุทธศาสตร์สามารถทำได้โดยการสร้างภาพอนาคต หรือศึกษาวิจัยอนาคตเพื่อให้เกิดภาพในอนาคตที่ต้องการและเป็นไปได้ในระยะเวลาของแผนที่กำหนด ตลอดจนการกำหนดภาพอนาคตย่อยเป้นรายปี เพื่อนำภาพอนาคตต่าง ๆ เหล่านี้มาสร้างเป็นตัวชี้วัดของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวรวมถึงตัวชี้วัดของแผนเชิงปฏิบัติการประจำปี หรือที่เรียดกันว่า Action Plan เมื่อได้ภาพและกำหนดออกมาเป็นตัวชี้วัดรายปีเสร็จเรียบร้อย สิ่งที่หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ต้องปฏิบัติคือ การนำเอากระบวนการติดตามประเมินผลแผนรายปีเข้ามาใช้ในการกำกับติดตามประเมินผลว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายหรือตัวชี้วัดกำหนดไว้หรือไม่ หากไม่ผู้รับผิดชอบในตัวชี้วัดต่าง ๆ ก็ต้องวางแผนในการที่จะเร่งรัด ปรับปรุง แก้ไขและพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลให้เป็นไปตามภาพอนาคตที่กำหนดไว้

หากจะให้ดีหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ควรนำเอากระบวนการ PDCA เข้ามาใช้ร่วมกับการบริหารจัดการแผนปฏิบัติการและแผนยุทธศษสตร์เพื่อความครบถ้วนทั้งในเรื่องของการวางแผน กระบวนการดำเนินงาน การติดตาม ประเมินผล และสะท้อนผลการประเมินเพื่อการปรับปรุงพัฒนาแผนในวงรอบต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s