เทคนิคการได้กลุ่มตัวอย่าง

“การวิจัยแต่ละเรื่อง ผู้วิจัยอาจรวบรวมข้อมูลจากประชากรทุกหน่วย หรือจากกลุ่มตัวอย่าง  ซึ่งอาจได้มาโดยการเลือกหรือโดยการสุ่ม  ตามความเหมาะสมกับงานวิจัยนั้น ๆ งานวิจัยส่วนใหญ่จะวิจัยจากการใช้กลุ่มตัวอย่าง  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะประชากรมีมากเกินไปหรือถึงแม้จะมีไม่มาก แต่บางครั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรให้ได้ครบทุกหน่วยเป็นไปได้ยากมาก โดยเฉพาะการศึกษาความคิดเห็นของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องใด ๆ ต้องอาศัยผลการตอบจากบุคคลเป็นสำคัญ   ถ้าเขาไม่ยอมตอบก็คงไม่สามารถจะทราบความคิดของเขาได้ หรือถ้าให้ผู้อื่นตอบแทนก็จะกลายเป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นไป” … รศ. อุเทน ปัญโญ

จะเห็นได้ว่าในการทำวิจัยเราสามารถเลือกได้ว่าเราจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งการเลือกนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของนักวิจัยเองว่าจะมีความสามารถทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ในการที่จะเก็บได้จากประชากรทั้งหมดหรือไม่ หากไม่สามารถทำได้เราก็เลือกเก็บจากกลุ่มตัวอย่างได้เช่นกัน ซึ่งแม้ว่าเราจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้งานวิจัยของเรามีข้อด้อยลงไป มาดูกันดีกว่าค่ะว่าการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างมีประโยชน์ หรือมีข้อดีอย่างไร

1. ประหยัดเวลา  การวิจัยจากประชากรทุกหน่วยย่อมใช้เวลาในการดำเนินงานมากในแต่ละขั้นตอน  ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดต่อ การรวบรวมข้อมูล หรือการวิเคราะห์ข้อมูล  ถึงแม้ว่าจะวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ก็ต้องเสียเวลาในการป้อนข้อมูลซึ่งมีจำนวนมาก     จำนวนตัวอย่างยิ่งมีน้อยเท่าไรก็ยิ่งประหยัดเวลามากแต่ก็จะต้องมีจำนวนมากพอที่จะเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร

2. ประหยัดค่าใช้จ่าย  การวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างประชากร จะลดค่าใช้จ่ายในการวิจัยได้มาก   ยิ่งประชากรมีขนาดใหญ่มาก การใช้จำนวนตัวอย่างก็อาจไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของขนาดประชากร    การวิจัยที่ต้องมีการออกสังเกต หรือสัมภาษณ์ และต้องใช้ผู้ช่วยวิจัยจำนวนมาก ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเพราะต้องจ่ายค่าเดินทาง ค่าที่พัก และเบี้ยเลี้ยง     การวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างดี       นอกจากนั้นในการวิเคราะห์ข้อมูลก็จะช่วยลดค่าดำเนินการต่าง ๆ ลงได้อย่างมาก      เช่น ค่าตรวจสอบข้อมูล    ค่าจ้างในการป้อนข้อมูล และค่าวิเคราะห์ข้อมูล

3. สามารถควบคุมได้ทั่วถึงทุกหน่วย   การวิจัยกับคนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มตัวอย่างเพียงจำนวนน้อย จะทำให้ผู้วิจัยควบคุมได้อย่างใกล้ชิดทุกหน่วย ทำให้งานวิจัยมีความถูกต้อง หรือมีคุณภาพดี  ถ้าวิจัยกับประชากรซึ่งมีจำนวนมาก  การควบคุมงานก็จะลำบากและจำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยในการวิจัย ซึ่งอาจจะไม่ชำนาญงานเท่ากับผู้วิจัย

4. สามารถเก็บข้อมูลได้กว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น  ในการศึกษาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จะทำให้มีเวลาศึกษาข้อมูลได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น  เพราะถ้าใช้ประชากรทุกหน่วยผู้รวบรวมข้อมูลย่อมมีเวลาน้อยสำหรับผู้ให้ข้อมูลแต่ละหน่วย   ซึ่งอาจทำให้ได้ข้อมูลหยาบ ๆ  หรืออย่างผิวเผินเท่านั้น

5. ผลการวิจัยทันสมัยหรือทันต่อเหตุการณ์   สามารถนำไปใช้ได้กับสภาพจริงที่เป็นอยู่ในขณะนั้นได้ทัน  ถ้าหากศึกษาจากประชากรซึ่งมีจำนวนมากจะต้องใช้เวลานาน   เมื่องานวิจัยเสร็จผลงานอาจใช้ไม่ทันกับเหตุการณ์ หรือเรื่องล้าสมัยไปเสียก่อน

6. เหมาะสำหรับการวิจัยที่ไม่สามารถวิจัยได้กับประชากรทุกหน่วย  หรือเป็นไปได้ยากที่จะวิจัยกับประชากรทุกหน่วย  เช่น การตรวจสอบเลือด  คงไม่มีใครที่จะยอมให้ตรวจเลือดทั้งหมดในร่างกายของตนเองแน่ ๆ ดังนั้นเมื่อมีการตรวจเลือดจึงใช้การศึกษาเพียงตัวอย่างเท่านั้นการวิจัยพัฒนาการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายหรือด้านจิตใจ  ก็คงไม่สามารถศึกษาวิจัยได้จากประชากรทุกคนในโลกนี้อย่างแน่นอน   หรือ การที่นักเคมีวิจัยส่วนประกอบของน้ำก็ไม่สามารถวิจัยกับน้ำทุกหยดที่มีอยู่  เรื่องต่าง ๆ ทำนองดังกล่าวจึงต้องทำการวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น

Slide8จากข้อดีที่ว่ามาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง เพียงแต่การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างนั้นต้องได้มาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ทางการวิจัย ดังนั้นจึงขอสรุปในบทความนี้เลยดีกว่าว่าวิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างมีด้วยกัน 2 วิธีการใหญ่ ๆ คือการได้กลุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยการสุ่ม และอาศัยการสู่มนั่นเอง

การสุ่ม คือ การที่ให้โอกาสประชากรทุกหน่วยในการที่จะได้เป็นกลุ่มตัวอย่างเท่าๆกัน

กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยไม่อาศัยการสุ่ม (Non Random Sampling)

 กลุ่มตัวอย่างแบบนี้ไม่ได้ให้โอกาสแก่ประชากรทุกหน่วยในการเป็นตัวอย่างสำหรับการวิจัยนั้น  อาจได้มาโดยการเลือกเฉพาะเจาะจงลงไป หรือได้มาแบบบังเอิญก็ได้  ซึ่งอาจก่อให้เกิดความลำเอียง  การเลือกอาจมีกฎเกณฑ์ที่ไม่ดีพอ  บางครั้งผู้วิจัยจะอาศัยความสะดวกรวดเร็วในการดำเนินงานเป็นสำคัญ    กลุ่มตัวอย่างประเภทนี้ยังแบ่งออกตามวิธีการได้มาอีกเป็น 3 แบบ คือ

1. แบบบังเอิญ กลุ่มตัวอย่างแบบนี้ ได้มาแบบไม่มีการเจาะจงคุณลักษณะของตัวอย่าง  เป็นแบบที่ผู้วิจัย  หรือผู้ช่วยวิจัยไปรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลตามแหล่งต่าง ๆ  ที่มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลอยู่  เมื่อไปพบผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้ก็ทำการรวบรวมข้อมูล อาจเป็นการสังเกต การสัมภาษณ์  การใช้แบบสอบถาม  การใช้แบบทดสอบ  หรือเครื่องมือรวบรวมข้อมูลอื่น ๆ   เมื่อพบผู้ที่ไม่ยอมให้ข้อมูลก็หารายใหม่ต่อไป จนกระทั่งได้ข้อมูลซึ่งคิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับการวิจัยเรื่องนั้น

2. แบบโควตา กลุ่มตัวอย่างแบบนี้ ผู้วิจัยคำนึงถึงลักษณะกลุ่มตัวอย่างด้วย โดยมีการแบ่งประชากรออกเป็นกลุ่ม ๆ ตามลักษณะที่ต้องการ  เช่น แบ่งเป็น กลุ่มชาย และกลุ่มหญิงและยังกำหนดจำนวนตัวอย่างสำหรับแต่ละกลุ่มด้วย เช่น ต้องการชาย 50 คน หญิง 50 คน  ส่วนวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลคงใช้วิธีเดียวกับแบบบังเอิญ  แต่ต้องให้ได้ตัวอย่างทั้งชายและหญิง  กลุ่มละ 50 คน การกำหนดลักษณะของประชากรถ้ากำหนดให้ละเอียดมากขึ้นก็จะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นตัวแทนได้ดีขึ้น ยิ่งถ้ามีการกระจายพื้นที่ ก็จะยิ่งทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

3. แบบเจาะจง การเลือกตัวอย่างแบบนี้  ผู้วิจัยใช้วิธีพิจารณาคัดเลือกกลุ่มที่จะมาเป็นตัวอย่างในการวิจัย ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยมากที่สุด เช่น ต้องการทดลองใช้แบบเรียนสำเร็จรูปกับนักเรียนที่เรียนอ่อนมากหรือนักเรียนที่ยังสอบไม่ผ่าน  ก็คัดเลือกนักเรียนกลุ่มดังกล่าวเป็นตัวอย่างการวิจัย  งานวิจัยบางเรื่องมีการคัดเลือกผู้ที่สามารถให้ข้อมูลได้ดีที่สุดเป็นกลุ่มตัวอย่าง  หรือบางงานก็เลือกบุคคลระดับหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย

กลุ่มตัวอย่างที่ได้มาโดยอาศัยการสุ่ม (Random Sampling)

Slide14กลุ่มตัวอย่างแบบนี้เป็นแบบที่ประชากรทุกหน่วยมีโอกาสเท่า ๆ กัน ที่จะถูกเลือกมาเป็นตัวอย่าง  ซึ่งเป็นแบบที่ไม่มีความลำเอียงในการเลือกตัวอย่าง  นอกจากนี้แล้วยังสามารถนำลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาได้  สรุปกลับไปถึงลักษณะของประชากรโดยใช้วิธีการทางสถิติอนุมานได้อีกด้วย  วิธีการสุ่มตัวอย่างแบ่งตามเทคนิควิธีได้ 4 แบบ ดังนี้


1. การสุ่มแบบง่าย
 การสุ่มแบบนี้เป็นการสุ่มแบบเบื้องต้น อาจเรียกว่า “การสุ่มแบบไม่ซับซ้อน”   ซึ่งในบางงาน ถ้าใช้การสุ่มแบบนี้ก็จะไม่ง่ายในการสุ่มและการรวบรวมข้อมูล   เป็นวิธีที่ผู้สุ่มจะเอาชื่อหรือรหัสของประชากรทุกหน่วยมารวมกันไว้ แล้วสุ่มออกมาเป็นจำนวนตามที่ต้องการ  การสุ่มอาจใช้วิธีจับฉลากหรือการใช้ตารางเลขสุ่มก็ได้

วิธีจับฉลาก  ผู้สุ่มจะเขียนชื่อหรือรหัสของประชากร แต่ละหน่วย ทุกหน่วยลงในบัตรใบเล็ก ๆ หน่วยละใบ  หรืออาจใช้วิธีเอารายชื่อหรือรหัสที่พิมพ์เอาไว้แล้ว มาตัดออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามรายชื่อแต่ละชื่อ  เอาบัตรหรือรายชื่อที่ตัดแล้วใส่ลงในกล่อง  เขย่าหรือคนให้บัตรคลุกเคล้ากัน   แล้วจับบัตรออกมาเป็นจำนวนที่ต้องการ  บัตรที่ได้ตรงกับชื่อหรือรหัสของประชากรหน่วยใดก็ถือว่าหน่วยนั้นเป็นตัวอย่างในการวิจัยนั้น

วิธีใช้ตารางเลขสุ่ม ตารางเลขสุ่มเป็นตารางที่นักสถิติสร้างขึ้น ให้เลขแต่ละตัวมีโอกาสได้รับการคัดเลือกเท่า ๆ กัน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสร้าง  เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้ใช้สถิติทำการทดสอบความเป็นเลขสุ่มที่เชื่อถือได้อีกครั้งหนึ่ง  การใช้ตารางเลขสุ่มก่อนอื่นผู้สุ่มจะให้รหัสตัวเลขแก่ประชากรทุกหน่วย    ถ้าประชากรมีจำนวนน้อยกว่าพันหน่วยก็ใช้เลข 3 หลัก  แต่ถ้ามีน้อยกว่าร้อยหน่วยก็ใช้เลขเพียง 2 หลักก็พอ เช่นประชากรมี 800 หน่วย ก็ใช้รหัสตั้งแต่ 001 ถึง 800  จากนั้นผู้สุ่มก็จะใช้ปากกาหรือดินสอจิ้มลงไปบนตารางเลขสุ่ม ชี้ถูกเลขตัวใด เลขตัวนั้นก็จะเป็นจุดเริ่มต้น   เลขตัวต่อไปอาจเป็นตัวเลขทางซ้ายทางขวา บน หรือล่างของเลขที่เป็นจุดเริ่มต้นได้ทั้งนั้น   ซึ่งเมื่ออ่านไปทางทิศใดแล้วก็ต้องอ่านไปทางนั้นตลอด  เมื่ออ่านหมดแถวหรือสดมภ์แล้วก็ให้อ่านแถวถัดไปหรือสดมภ์ถัดไป    ถ้าประชากรมีรหัสเป็นเลข 3 หลัก ก็อ่านตารางเลขสุ่มทีละ 3 ตัว  บันทึกเลขรหัสที่อ่านได้ไว้   จนกว่าจะได้จำนวนครบตามที่ต้องการ

Slide162. การสุ่มแบบระบบ การสุ่มวิธีนี้ ผู้สุ่มจะเอาชื่อประชากรมาเรียงเป็นรายการ  แล้วกำหนดรหัสให้แต่ละชื่อ เรียงลำดับจากน้อยไปมาก เช่น กำหนดรหัสเป็นดังนี้

001   002   003   004   005   006   007 …..จนถึงคนสุดท้าย

ประชากรบางชุดมีรหัสเรียงกันอยู่แล้วก็ไม่ต้องกำหนดรหัสขึ้นใหม่ ใช้รหัสนั้นได้เลย เช่นรหัสของนักเรียนหรือนักศึกษา  เลขที่บ้าน  และเลขที่สมาชิกฯ เป็นต้น เมื่อกำหนดรหัสแล้ว ขั้นต่อไปก็จะจับฉลากว่าจะใช้รหัสของประชากร หน่วยใดเป็นจุดเริ่มต้นในการหาตัวอย่าง   ฉลากที่จะจับในตอนนี้จะมีจำนวนใบซึ่งขึ้นอยู่กับ ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ  เช่น ถ้าต้องการตัวอย่าง 20 คน จากประชากร 80 คนจำนวนฉลากที่จะต้องจัดทำเพื่อจับฉลากในตอนนี้จะมีจำนวน 80/20 = 4 ใบ  แต่ละใบจะมีหมายเลข 1-4 สมมติว่าผู้สุ่มจับฉลากได้หมายเลข 2  แสดงว่ากลุ่มตัวอย่างจะเริ่มต้นด้วยผู้ที่อยู่ในลำดับที่ 2     คนต่อไปที่จะถูกนับรวมเป็นกลุ่มตัวอย่าง คือ คนที่นับต่อจากลำดับที่ 2 ไปอีก 4 คน ก็คือคนที่มีรหัส 06  คนต่อไปก็คือคนที่มีรหัส 10  ทำแบบนี้เรื่อยไปจนถึงคนสุดท้ายจะได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 20 คนตามที่ต้องการ ซึ่งมีรหัสดังนี้  02  06  10  14  18  22  26  30  34  38  42  46   50   54   58   62   66   70   74  และ  78

Slide173. การสุ่มแบบแยกชั้น  การสุ่มแบบนี้  ก่อนสุ่มจะมีการแบ่งเขต  หรือ ประเภทของประชากรแล้วสุ่มแต่ละเขต หรือแต่ละประเภทมาเป็นจำนวนตามสัดส่วนของประชากรแต่ละเขตนั้น ซึ่งเขตหรือประเภทที่มีประชากรมากก็จะได้รับการสุ่มมามาก  ประเภทที่มีน้อยก็ได้รับการสุ่มมาจำนวนน้อย  เช่น ประชากรนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์   มี 1,200 คน เป็นชาย 400 คน และ หญิง 800 คน  ถ้าต้องการสุ่มนักศึกษาคณะนี้มาจำนวน 120 คน  การสุ่มวิธีนี้จะแยกสุ่มนักศึกษาชายมา 40 คน และนักศึกษาหญิง 80 คน  เป็นวิธีที่คล้ายกับการย่อประชากรให้มีขนาดเล็กลงตามสัดส่วนที่ต้องการ

สำหรับการสุ่มแบบแบ่งชั้นนี้จะสังเกตว่าประชากรที่มีความแตกต่างกัน แต่มีลักษณะการแบ่งกลุ่มโโยที่ภายในกลุ่มจะมีคุณลักษณะเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม เช่น กลุ่มเพศชาย กับเพศหญิง จะเห็นว่าในกลุ่มเดียวกันมีคุณลักษณะเดียวกัน แต่ต่างกลุ่มจะมีลักษณะต่างกัน

4. การสุ่มแบบเป็นกลุ่ม การสุ่มแบบนี้ มักจะใช้เมื่อประชากรแบ่งแยกเป็นกลุ่ม ๆ แต่ละกลุ่มประกอบด้วยหน่วยประชากรหลาย ๆ ประเภท    หรือหลาย ๆ  ลักษณะ  คละกันไป ดังในภาพ

a b c d e f              a b c d e f               a b c d e f               a b c d e f

Slide18จากในภาพจะเห็นว่าแต่ละกลุ่มต่างก็มีส่วนประกอบเหมือนกัน  คือ ประกอบด้วย a b c d e f   เราอาจสุ่มกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสองกลุ่ม มาเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด    การสุ่มแบบนี้เรียกว่าการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม

ในการวิจัยด้านสังคมศาสตร์   มักจะใช้การสุ่มแบบนี้  เช่น การสุ่มจังหวัดใน ภาคเหนือมาจำนวน 3 จังหวัด  เพื่อเป็นตัวแทนของจังหวัดในภาคเหนือทั้งหมด แสดงว่าผู้สุ่มมีความเชื่อว่าแต่ละจังหวัดต่างก็สามารถเป็นตัวแทนได้   เพราะต่างก็ประกอบด้วยประชากรที่มีคุณลักษณะหลายประเภทคละกันไป อาชีพประชากรคล้าย ๆ กัน  ลักษณะภูมิอากาศ หรือภูมิประเทศก็คล้าย ๆ กัน เป็นต้น

การวิจัยทางการศึกษาก็มีการสุ่มแบบนี้  เช่น ต้องการสุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งมาจำนวนหนึ่ง ถ้าโรงเรียนนั้นจัดห้องเรียนแบบคละ  คือมีทั้งนักเรียนเก่งและอ่อนปนกันในแต่ละห้อง  เราก็อาจสุ่มมาเป็นห้อง ซึ่งการจะใช้กี่ห้อง ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวอย่างที่ต้องการ

การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การสุ่มตัวอย่างโดยทำการสุ่มตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป   เรียกว่าการสุ่มแบบหลาย ขั้นตอนหรืออาจเรียกตามจำนวนครั้งที่สุ่มก็ได้     เช่น   การสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน    หรือการสุ่ม แบบ 3 ขั้นตอน    การสุ่มครั้งแรกอาจใช้การสุ่มแบบกลุ่ม     ต่อจากนั้นครั้งที่สองอาจสุ่มแบบแยกชั้นก็ได้    หรือใช้การสุ่มแบบกลุ่มตลอดทุกครั้งก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม

ตัวอย่างเช่น   การสุ่มชาวบ้านตำบลหนึ่งซึ่งมี 10 หมู่บ้าน     แต่ละหมู่บ้านมีลักษณะคล้ายกัน      การสุ่มครั้งแรกต้องการสุ่มมา 2 หมู่บ้าน    อาจใช้การสุ่มอย่างง่าย  หรือสุ่มแบบระบบก็ได้      เมื่อสุ่มได้ 2 หมู่บ้านแล้ว จึงทำการสุ่มครัวเรือนตามจำนวนที่ต้องการ   หรืออาจสุ่มสมาชิกในครัวเรือนที่สุ่มได้อีก ซึ่งต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ในการวิจัยด้วย

Advertisements

One response to “เทคนิคการได้กลุ่มตัวอย่าง

  1. Pingback: เทคนิคในการรวบรวมข้อมูลสำหรับโครงการ ตอนที่ 2 | Kat's Blog with Smart Thinking·

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s